อาจจะเคยทราบดีอยู่แล้วว่าบนผิวหนังมนุตย์ทุกคนมีจุลินทรีย์อาศัยอยู่ 20000 ชนิต และมีอีกมากกว่านั้นเท่าตัวในปาก และมีมากกว่านั้นอีกเท่าตัวในลำใส้ เคยคิดไหมครับว่าทำไมเราซกมกอย่างงี้เนี่ย อาบน้ำไปแป๋บเดียวก็มีกลิ่นตัวอีกแล้ว นั่นเงียบ ๆ แป๋บเดียวก็ปากเหม็นอีกแล้ว ไม่เคยกินของสกปรกเลย ตดก็ยังคงเหม็น เหตุผลทุกอย่าง อาจจะมีคำตอบถ้าเราเข้าใจในระบบห่วงโซ่อาหารที่ลึกซิ้งขึ้นกว่าที่ตาเห็น สิ่งมีชิวิตขนาดเล็กเหล่านี้ล้วนอาศัยอยู่กับเรามาอย่างสันติ มานานมาก เห็นว่าผิวหนังเราก็ไม่ได้เน่าเปื่อยอะไร ปากเหม็นแต่ก็ไม่ได้เน่าแต่อย่างใด ตนเหม็นแต่ก็ไม่ได้ใส้เน่าแต่อย่างใด บางทีมุมมองในความคิดเรื่องจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์อาจจะต้องมีงบสำหรับทดลองและเรียนรู้ศึกษา แต่จะทำอย่างไรละเมื่อมันทั้งมีขนาดเล็กและยังมีอยู่เต็มไปหมดอีก เทคโนโลยี่ยุคนี้สามารถ ถ่ายภาพ หมีน้ำหรือ tardigrade ได้แล้วแต่การเฝ้าติดตามและศึกษาอาจจะเป็นเรื่องที่ยากมาก ๆ ดังนั้นเรื่องนี้อาจจะต้องใช้จินตนาการช่วย ลองมองถึงลิงที่อาศัยอยู่ในป่าที่อุดมสมบูรณ์ ลิงพวกนี้มี dna ต่างกับเรามนุตย์โลกไม่ถึง 4% และ 4% นี้ก็หมายความว่าเราทุกคนทั้งโลกใบนี้มีรหัสพันธุกรรมต่างกันอยู่แค่นิดเดียว ซึ่งคือน้อยกว่า 4% คุณพระช่วย ความซับซ้อนของ dna นี้มาจากไหนมีที่มาที่ไปอย่างไร คงจะต้องไปศึกษาในงานวิจัยต้นกำเนิดชีวิต แต่ถ้ามองว่า ลิงนั้น ประกอบด้วยเซลที่มี dna เหมือนกันนับพัน ๆ ล้าน ๆ เซลรวมเป็นก้อนชีวิตที่ชอบปีนต้นไม้รักในธรรมชาติ ทำไมมันมีความสุขอยู่ได้ เกิดคำถาม ป่าที่เต็มไปด้วยโรคและแมลงกวน ยังไม่รวมถึงระบบสาธารณะสุข ระบบสาธารณูปโภค ทำไมป่าตามธรรมชาติสมบูรณ์ได้โดยที่ไม่มีของเหล่านี้เลย บางทีการเกื้อกูลและปกป้องซึ่งกันและกันอย่างเหนียวแน่นในป่าอาจจะเป็นสิ่งที่ควรศึกษา ในสายตาของผม จุลชีพทุกตัวก็ต่างเหมือนมด แมลง ที่ตาเห็นได้ บางตัวทำร้ายลิง บางตัวไม่ทำร้ายลิงแต่กลับอยู่ด้วยกัน บางตัวสร้างความลำคาญ บางตัวช่วยให้ขับถ่ายดี บางตัวทำให้เกิดโรค แต่เท่าที่นับจากจำนวนซึ่งนับไม่ไหว จากการทดลองไม่อาบน้ำ 3 วันร่างกายเหม็นแต่ก็ไม่ได้ถึงกับเจ็บป่วยอะไร เนื้อตัวเหนียวเหนอะหนะ แต่ก็ไม่รู้สึกอะไรมากไปกว่าการอยากไปทำความสะอาด ดังนั้นเลยคิดว่าบางทีจุลชีพที่อาศัยอยู่บนตัวเราก็อาจจะทำหน้าที่เดียวกันกับจุลชีพที่อาศัยอยู่ในแถบต้นไม้ มองว่าเมหมือนปลาฉลามจะมีสัตว์คอยติดตามไปด้วยตลอด ทำไมฉลามไม่กินซะเลยบางทียังสงสัย ไม่แน่ฉลามอาจจะเข้าใจถึงการพึ่งพากันอย่างสันติของสมดุลรอบตัวก็ได้
เหมือนกับท่านเจงกิสข่านที่ใช้ความรู้ด้านจุลชีพสร้างความได้เปรียบแพร่ขยายอนาเขตยึดครองไปได้กว้างไกล อาจจะเป็นเพราะความสามารถในการใช้งานแล็คโตบาซิลัส ที่เป็นจุลชีพที่อาศัยอยู่ในที่มืดไม่ต้องการ 02 มากความสามารถของจุลินทรีย์นี้ทุกคนทราบกันดีด้วยยาคูลและบีทาเก้น ทำให้สามารถลดจำนวนการศูนย์เสียกำลังในขณะเดินทางผ่านสภาพภูมิประเทศสมัยโน้น โอ๊วไม่อยากจะคิด มนุตย์สมัยนั้นแข็งแรงกว่าเราเลยรอดได้หรือ ดูจาก dna ก็คงไม่ต่างกับเรามากที่เขาแข็งแรงคงเพราะการสริมสภาพร่างกายโดยการฝึกและทำงานหนัก ดูอย่างพี่อาโนวถ้าตรวจ dna อาจจะต่างกับเราไม่ถึง 3% ก็ได้(แต่ทำไมความสามารถต่างกันจัง^_^)
ถ้าเรามองตัวเราเป็นป่าเคลื่อนที่แล้วมีจุลชีพพวกนี้ติดตามไปกับเราทุกหนทุกแห่งละ ทำอย่างไร ก็ไม่น่าจะยากแค่นำใบไม้หรือดอกไม้จริง ๆ ติดตัวไปด้วย สารละเหยหรือกลิ่นของต้นไม้และดอกไม้อาจจะสามารถล่อจุลชีพของพืชให้หลงเข้ามาหาเราได้และถ้ามี อาหาร น้ำ และ o2 ไม่แน่สรรพสัตว์เหล่านี้ก็อาจจะมาอาศัยอยู่ตามผิวหนังของเราทำหน้าที่ ปกป้องกำจัดเศษอนูเชื้อโรคที่อาจจะทำอันตรายเราได้ โดยการกินซะก่อนที่ไวรัสจะทำการเจาะและฝังตัวเองลงในเซลของเราสำเร็จ หรือไม่ก็อาจจะลดโอกาศจำนวนการฝังตัวจาก 500 เหลือ 100 เซล ซึ่งผลของการลดจำนวนนี้อาจจะ อธิบายง่าย ๆ อาจจะคือการชะลอการออกอาการ ให้น้อยกว่าที่ควรจะเป็นได้ หรือไม่แน่เซลเม็ดเลือดขาวสามารถจัดการได้พร้อมกันแค่ 400 ตัวเท่านั้น ทุกอย่างทั้งหมดนี้ยังไม่มีงานวิจัยรับรองเพราะยังไม่มีใครคิดแนวความคิดนี้ต้องการที่จะให้เห็นว่าการไม่เข้าใจสมดุลของธรรมชาติของตัวเราเอง นั้นอาจจะเป็นเรื่องที่ควรจะสนใจ
สรุปภาพรวมงานนี้ต้องการที่จะบอกถึงว่าบางทีธรรมชาตินั้นอาจจะมีสมดุลของตัวเองอยู่แล้วแต่เราผู้ไม่เข้าใจสมดุลนั้นตะหากที่ต้องกลับมาเรียนรู้สมดุลในการใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ ตอนนี้กระแสนี้เริ่มมาแล้วเชื่อเลยว่า ผมเชื่อว่าเราสามารถปล่อยก๊าซ Co2 เท่าไร่ก็ได้ถ้ามีป่ามากพอ ทางออกนั้นอาจจะเป็นหน้าที่ต้องมองหาโดยการเลือกที่จะสละเวลาว่างครึ่งนึงของงานอดิเรกเดิม มาปลูกพืชเป็นงานอดิเรคประจำตัวทุกคนครับ วันละต้น ต้นไม้อะไรก็ได้น้อยใหญ่ ทดลอง เรียนรู้ แบ่งปันความรู้ ซึ่งเป็นทรัพย์ที่วิเศษที่สุด ยิ่งโลภยิ่งได้ แจกจ่ายไม่มีหมด ติดตัวไปไม่หนักหนา สามมารถนำมาใช้เป็นอาวุธได้ มาร่วมแบ่งปันแสงแห่งปัญญาที่เกิดจากความร่วมแรงร่วมใจและร่วมภูมิใจไปด้วยกันเมื่อปลายทางที่สวยงามเป็นดังหวัง หวังที่มนุตย์ที่ลืมหน้าที่ที่แสนจะน่าภาคภูมินั่นคือปกป้องธรรมชาติที่แสนสวยงามของโลกที่ น่าอยู่ มาร่วมกันครับ Please start grows not only # P r a y . . . . . . . มาร่วมปลูกต้นไม้แห่งมิตรภาพกัน ต้นไม้ที่สวยงามและทรงพลังที่สุดในยามนี้
กราบน้อมน้อมท่านอาจารย์ทุกท่าน ขอขอบพระคุณครับ
วิทยา กวยาสกุล
นักธรรมชาติวิทยา ชมรมผู้(พยายาม)เข้าใจธรรมชาติ
ชีวิตล้วนเป็นทุกข์ เป้าหมายคือส่งต่อความรู้สู่คนอื่น เราเป็นลิง ควรอยู่ด้วยกันอย่างเป็นมิตรกับป่าและต้นไม้ เมื่อลงมือเสียสละจะได้ยินเสียงสรรเสริญแห่งธรรมชาติ ^_^