ความโหดสามารถผ่านเดอะวอล์ สองชั้นของระบบรักษาความปลอดภัยของสนามบินมาได้คือสารมารถแพร่เชื้อได้ในกรณีไข้ต่ำและฟักตัวนานเกินระยะเวลากักตัว เป็นซ้ำได้ และสามารถทำให้เกิดโรคทางเดินหายในเฉียบพลันได้ ประสิทธิภาพการแพร่กระจายสูงในพื้นที่เขตหนาว การระบาดคาดว่าเชื้อจะมีชีวิตอยู่ในอุตจาระได้อีกตะหาก สมองอักเสบ ทางเดินอาหารอักเสบ นี่มันรวมกันของโรคปอดโรค ทางเดินอาหารโรคสมอง ระบบเลือด นี่มันเรียกว่าโรคมะเร็งเหลวชนิดฉับพลัน เพราะยังไม่ทัน ฟอร์มเป็นพังผืดเราก็ตายซะก่อนละ
ไวรัสขนาดใหญ่ ทำไมต้องใหญ่กว่าไวรัสชนิดอื่น เป็นไปได้หรือไม่ว่าโคโรน่าไวรัสอาจจะมีระบบนำร่องที่เรียกว่า co2 sensor เหมือน กับ ยุง สิ่งมีชิวิตน่ารำคาญที่สุดที่มีหน้าที่แลกเปลี่ยนภูมิคุ้มกันระหว่างคนกับป่า อาจจะไม่ใช่แค่ภูมิคุ้มกันอาจจะเป็นโรคด้วย แต่ด้วยขนาดที่เล็กของยุง การนำไวรัสไปอาจจะทำให้เกิดโรคและเมื่อหาย ภูมิคุ้มกันก็จะตามมาด้วย ยุงสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่มีความสามารถ
1. co2 sensor ตรวจจับ ก๊าซลมหายใจ สัตว์ อาจจะเป็นแบบ 3มิติ ระบุทิศทางได้ แบบสุนัข
2. Heat seeker ตาอินฟาเรด มองเห็นความร้อน
3. ระบบไจโรบาลานเซอร์ สำหรับการบิน
4. ระบบ ขาสำหรับ landing ลงจอดแบบไม่ให้เหยื่อรู้ตัว (หุ่นสปายบินตามเกาะดูด)
5. ห้องเพาะเชื้อ ศูนยากาศ + เข็มฉีดยาจิ๋ว
6. ระบบสืบพันธ์ที่โคตรกำจัดยาก หลบอยู่ใต้น้ำ ตอนเป็นตัวอ่อน โตมาบินได้อีก
7. ระบบ ai หลบหลีกการโจมตี จากมือลิง
555 ท่าจะบ้า แต่เชื่อหรือไม่ว่ายุงตัวนิดเดียว มีระบบต่าง ๆ นี้ติดตั้งมาทั้งหมด อาจจะมีมากกว่านี้อีกมากมาย แล้วถ้ามีระบบ co2 sensor ติดอยู่ที่ โคโรน่าไวรัสละ ทำให้สามารถเพิ่มโอกาศในการ landing ไปที่ ปอด และ หลอดลม ได้ดีขึ้น เพราะมนุตย์ ผลิต co2 มาจากปอด
จะเห็นได้ว่าเซนเซอร์ที่เกิดมาจากการพัฒนาตามธรรมขาติ ล้วนมีขนาดเล็กและมีระบบการทำงานที่ดีกว่าเซนเซอร์ที่มนุตย์พลิตขึ้นเพื่อเลียนแบบ co2 sensor และแผงวงจรที่ผมประกอบ ใหญ่เท่า หนังสือ หนา ๆ เล่ม นึงทำงานได้ไม่ดีอีกตะหาก ถ้าเทียบกับระบบ sensor ตรวจจับโมเลกุลต่าง ๆ ที่ลอยอยู่ในอากาศแบบจมูก มนุตย์ที่มีต่อมรับกลิ่น มากมาย เป็นล้าน ๆ ที่ ธรรมชาติ build in มาให้ลิง และ มนุตย์ ยังไม่รวมถึงระบบ สร้างภาพจำลองหลังจากสมองวิเคราะห์กลิ่น แล้วอีกยิ่งไปกันใหญ่
ไวรัสได้ผลไหม ในด้านการสร้างความกลัวปกคลุมไปทั่วโลก คงต้องตอบว่าได้ผล ความหวังสุดท้ายของธรรมชาติที่จะส่งข้อความให้ลิงได้รับรู้ว่า โปรดเมตตาธรรมชาติอย่างเราเถอะ การฝอกขาว ไฟไหม้ป่า อาจจะเป็นเสียงของธรรมชาติ เรียกหาความช่วยเหลือจากผู้พิทักษ์ที่ละทิ้งหน้าที่อย่างเรา ไวรัสอาจจะเป็นสิ่งที่ธรรมชาติกำลังสือสารกับเราว่าโปรดหันมามองถึงสิ่งที่มนุตย์ทำกับสมดุลของระบบห่วงโซ่อาหาร นึกถึงระบบการทำงานของสมอง ความกลัวมีส่วนสำคัญของวิวัฒนาการการกลัวตายอาจจะเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้มนุตย์เลือกที่จะหาทางเอาชีวิตรอด ต้นกำเนิดชีวิตอาจจะเกิดมาจากสุดยอดยานอวกาศที่เดินทางมายังโลกนี้ด้วยความสามารถที่เรียกว่า สมดุล โรคระบาดอาจจะเป็นกลไกลการปรับสมดุล ตามที่เราเข้าใจ นั่นคือ ปรากฏการแพลงต้อนบลูมที่เกิดจากการที่มีปลาวาฬน้อยลงทำให้ไม่สามารถจำกัดจำนวนประชาการของแพลตอนในพื้นที่ได้ทำให้เกิดสิ่งที่เหมือนกับโรคระบาดทางระบบเหงือกหรือระบบแลกเปลี่ยน o2 ซึ่งจะทำให้ตายในเวลาไม่นาน เป็นสิ่งที่ปลาหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เราเชื่อเถอะว่าเราสามารถเพิ่มสมดุลระหว่างพืชกับเราให้เหมาะสมได้เพราะเรามีสิ่งที่เรียกว่าความรู้และเทคโนโลยี่ และก็ศีลธรรม
ศีลธรรมในการอยู่ร่วมกันกับธรรมชาติ ไม่เบียดเบียน เกินไป มาร่วมปลูกต้นไม้ซึ่งเป็นเหมือนกับปะกาลังบนพื้นแห่งท้องทะเลแห่ง ไนโตรเจน แล้วเชื่อว่า สัตว์ตามแนวปะกาลังบกของเราจะทำหน้าที่รักษาสมดุลของมันเอง เรามีหน้าที่แค่ ดูแลตามกำลัง และศึกษาเข้าใจสมดุล ที่เหลือธรรมชาติจะสอนเราเอง