Tre-ant LV00 : Treant Quest PhotoSynthesis กระบวนการล่าของพืช (คิดดูดี ๆ ไม่ได้มีแต่สร้างน้ำตาลและ O2 นะมี การสร้างเซลด้วย)

ว่าด้วยการอิ่มทิพย์ คือไม่ต้องกินอะไรก็อิ่ม คงใกล้เคียงการสังเคราะแสง ลองมองและเข้าใจพืชสร้าง o2 เพื่ออะไร สร้างน้ำตาลเพื่ออะไร ถ้ามองว่าเราเป็นผู้ล่า ต้นไม้คือจุดเริ่มต้นของห่วงโซ่อาหาร แต่ถ้าเรามองกลับกันว่าพืชคือผู้ล่าละ เราและสัตว์คือจุดเริ่มต้นของกระบวนการอันแสนเพี้ยนของชมรมผู้(พยายาม)เข้าใจธรรมชาติ น้ำตาลและ o2 คือเหยื่อที่ได้ผลดีมาเป็นเวลาหลายสิบล้านปี สารคดี เกี่ยวกับค้างคาวและมะม่วง เป็นตัวอย่าง พืชผลิตมะม่วงมากมายและเมื่อถึงเวลามะม่วงสุกค้างคาวก็แห่มากินจนเกลี้ยงแล้วปล่อยขี้ทิ้งไว้ในป่ามะม่วงเป็นการตอบแทน ต้นมะม่วงได้ขี้ค้างคาวปริมาณมหาศาล และใช้ปุ๋ยพวกนี้ สร้างความอุดมสมบูรณ์ต่อไป นี่คือสิ่งที่เห็นได้ด้วยตา แร่ธาตุจากขี้และเยี่ยว คือ อาหารของพืช เราซึ่งเป็นสัตว์ก็มีหน้าที่ผลิตอาหารให้กับพืช เช่นเดียวกับพืชมีหน้าที่ผลิตอาหารให้กับเรา กระบวนการสังเคราะห์แสงสามารถสร้างน้ำตาลได้ และอีกสิ่งคือ O2ที่มี CO2 เป็น Input นั่นก็คือลมหายใจสิ่งมีชีวิตที่เกิดจากการเผาผลานน้ำตาลนั่นเอง

มองว่าน้ำตาล(C6H12O6)และO2คือเหยื่อล่อ พืชเองก็โตขึ้นด้วยกระบวนการกลืนกินเช่นเดียวกัน นอกเหนือจากการสังเคราะห์แสงพืชเองก็ต้องการอาหารชนิดอื่นนอกจากน้ำและCO2 นั่นก็คงเหมือนกันกับเราที่ต้องการแร่ธาตุต่าง ๆ เพื่อนำมาใช้ในการสร้าง โครโมโซมที่เกิดจากพันธะของ Carbon และธาตุอื่น ๆ มากมาย  รากมีหน้าที่ดึงสารอาหารจากดิน มาใช้ ใบก็สามารถดึงสารอาหารจากอากาศมาใช้ได้เหมืนอกัน เพราะมีการทดลองว่าพืชที่รับปุ๋ยทางใบอย่างเดียวมีอัตราการเจริญเติบโตที่ดีกว่าพืชที่ไม่ได้รับปุ๋ยทางใบและดิน  การดูดซับแร่ธาตุของรากนั้นคือการที่จุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่บริเวณรากนั้นย่อยสลายสารสารอินทรีย์(โปรตีน)และแร่ธาตุ ต่าง ๆ ที่มีขนาดใหญ่ให้เล็กลงมากพอที่จะเข้าไปในช่องเปิดทางรากพืชได้ แต่ต้องจำไว้ว่าช่องเปิดเหล่านี้มีอยู่ที่ใบเช่นกันนั่นคือปากใบ ที่ซึ่งเราคิดว่าพืชนั้นใช้ในการหายใจ ซึ่งจริง ๆ อาจจะใช้ทำอะไรมากกว่านั้น อาจจะใช้สำหรับการจับเหยื่อกินก็ได้ เหมือนกับสาหร่ายในน้ำ รากมีไว้แค่เกาะยึดใบมีหน้าที่จับสารอาหารที่มีมากมายในน้ำกินอย่างอร่อย 555

ช่องเปิดที่ราก กับปากที่ใบหน้าตาก็จะเหมือนกันเลยนะ เพียงแต่คนละสี เพราะว่ารากไม่มี คอโรฟิลด เลยไม่เขียวเพราะว่าไม่จำเป็นต้องสังเคราะห์แสงเลยไม่ต้องมี สีเขียว แต่ก็อะนะใครจะสนในพืชกันละ ว่ามันจะกินอะไร ทำงานยังไง มันเป็นหน้าที่ของพวกที่เป็นเกษตรกร ไม่ใช่หน้าที่ของนักวิทย์ แต่มีนักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่งที่เรียกว่านักพฤกษศาสตร์ คือกลุ่มนักวิทย์ที่ได้รับการสนับสนุนน้อยที่สุดในทุกยุคสมัย เลยไม่มีใครอยากเป็น เพราะยากที่จะสร้างผลงานการทดลองที่ได้รับการเชื่อถือได้ ไม่เหมือนนักเคมี หรือ ฟิสิกส์ หรือ คณิตสาสตร์ เพราะว่าชิวิตคือสิ่งไม่เที่ยง 555 ผลเลยไม่ค่อยแน่นอน ทำได้แต่ทฤษฎีที่คนไม่ค่อยสนใจ เพราะมันยืนยันยากยิ่งเป็นสมัยก่อนยิ่งยากมากจนกลายเป็นเกษตรกรไปยังง่ายกว่าอธิบายเรื่องบางเรื่องให้คนอื่นเปิดใจเข้าใจในสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ที่อาศัยอยู่ในดิน ในอากาศ บนผิวหนังเรา ในปากเรา ว่าจริง ๆ พวกนี้ไม่ได้สร้างโทษทั้งหมด แถมยังมีประโยชน์อย่างมากด้วยสำหรับห่วงโซ่อาหารมุมกลับของพืช เพราะพืชมีมากเล็กต้องกินของย่อยมาแล้วหลายครั้งเท่านั้น ต่างจากปากสัตว์ที่จะกินของใหญ่ ๆ ที่มองเห็นได้เท่านั้นไม่สนใจชีวิตเล็ก ๆ ที่มองไม่เห็นเช่นเชื้อโรคที่ปนอยู่ในน้ำปลาร้า 555  แต่ถ้าได้ดู หนังเรื่อง มาร์เชี่ยน ที่นักพฤกษาศาสตร์ ติดค้างอยู่บนดาวอังคารเลยทำให้ต้องเกิดปฏิบัติการกู้ภัยที่โคตรเวอร์วัง ยากจะเป็นไปได้ จะเห็นว่าจริง ๆ ชีวิตคนจะรอดไม่รอดถ้าอยู่ในสภาพแวดล้อมที่พอจะอาศัยได้ขึ้นอยู่กับอากาศ น้ำ อาหาร สามอย่างนี้ไม่ต่างกับเชื้อจุลินทรีย์  ซึ่งทั้งหมดหาได้จากพืช และพืช ก็หาได้จากเรา ไปสะไกล

กุญแจสำคัญสำหรับระบบดูดซึมคือ จุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ในดินตามรากพืช ที่ทำหน้าที่ย่อยสารอาหารโปรตีนให้เป็นแร่ธาตุ  ให้กลายเป็น N P K อย่างนั้นเหรอ คิดว่าพืชไม่กินจุลินทรียที่อยู่ใกล้ ๆ รากมั่งเหรอ ปากใบและช่องปลายรากนั้นเลือกกินเฉพาะน้ำและอากาศเท่านั้นเหรอ ใครกล้ายืนยัน ปากเรายังเลือกที่จะไม่กินผักได้เพราะเรามีมือเขี่ยผักออก แต่พืชคงไม่เลือกกินหรอกอะไรลอยผ่านมาก็กินหมด อะไรอยู่ในดินก็กินหมดเหมือนกับ กฎของสงฆ์ คือ ใครให้อะไรมาก็กิน 555 แวะวัดนิดนึงเด๋วจะหาว่าไม่ใช่พุทธศาสนิกชน จุลินทรีย์ที่อยู่ในดินอาจจะถูกดึงดูดมาด้วยสิ่งที่เรียกว่ากลิ่นหรือสารเคมีที่พืชปล่อยออกมาเพื่อล่อให้จุลินทรีย์เข้ามาใกล้ อาจจะเป็นกลิ่นของ O2 ซึ่งสัตว์ขนาดเล็กยากที่จะปฏิเสธ หรืออาจจะเป็นกลิ่นของอาหารซึ่งสัตว์ขนาดใหญ่ก็ต้องการเพราะหิว อาจจะเป็นกลิ่นของดอกไม้ที่ล่อเมลงเข้ามาหลอกใช้งาน ผสมเกษร หรือไล่ศัตรู หรือล่อมากินสิ่งพวกนี้ไม่ยากที่จะเข้าใจเพราะมีสารคดีมากมายแสดงให้เห็นถึงกลไกล การทำงานของพืช ซึ่งทางชมรมวิจัยฝุ่น คนบ้าที่พยายามศึกษาถึงห่วงโซ่อาหาร อีกแง่มุมที่มีพืชอยู่ในจุดสูงสุด คือการดูดซับซากพืช สัตว์ สารเคมี ทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อนำกลับมาใช้ใหม่ หรือเรียกว่าโรงงานรีไซเคิลที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการแปรรูป เศษซากต่าง ๆ ในวัตสงสารนี้เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด ยาฆ่าแมลงนั้นส่งผลต่อดิน ส่งผลต่อจุลินทรียในดิน ส่งผลต่อระบบนิเวศ มากกว่าที่คิด คือสิ่งที่ชมรมอยากนำเสนอ ชีวิตขนาดเล็ก ๆ ที่อาศัยอยู่โดยรอบพืชนั้นมีประโยชน์ต่อพืช และมีประโยชน์ต่อสัตว์มากกว่าที่คิด การฆ่าแมลง โดยการพ่นยานั้น จะว่าดีก็ดี จะว่าไม่ดีก็ได้ ต้องอยู่กับระบบการคิด ถ้าปลูกพืชเพื่อขายหวังทรัพย์มายาจอมปลอมก็ยากที่จะป้องกันโรคทั้งจากแมลงและไวรัสพืช จำเป็นต้องใช้ยาพ่น เพราะง่ายในการควบคุมความเสียหายของตน แต่ยากในการควบคุมความเสียหายที่จะตามมาจากสารพิษตกค้าง ในดิน ในผัก แต่ใครสน กุไม่ได้กินเอง พ่น ๆ แม่มไปเหอะ ใครซื้อไปแดกก็ให้มันเป็นมะเร็งตายไปพอดันไม่อยากปลูกกินเองดีนัก 555 มันเป็นจริงหรือไม่ในยุคนี้ ล้างให้ตายก็ไม่หมดเพราะมันตกค้างอยู่ในเซล กินน้อย ๆ ไม่เป็นไรร่างกายเราสามารถกำจัดสารพิษออกได้อยู่แล้ว แต่นานเข้าบ่อยเข้า ก็ย่อมมีการตกค้าง จากสารเคมีในพืช สารเคมีในเนื้อสัตว์ จนอาจจะเป็นสาเหตุของโรคร้ายที่รักษายาก เพราะมันค่อย ๆ เริ่มมานานแล้ว เปรียบร่างกายเราแปลงผัก เกิดโรคระบาด ก็พ่นยา นั่นคือการเคมีบำบัด หรือฉายแสงตรงที่เป็นโรคเพื่อควบคุมมะเร็ง ก็คงเหมือนกัน การเปลี่ยนความคิด เปลี่ยนแนวทางปฏิบัติอาจจะเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นทาง ดีกว่าการแก้ปัญหาที่ปลายทางซึ่งยากกว่า การเลิกใช้ยาฆ๋าแมลง แล้วหันมาใช้ความหลากหลายทางพันธุกรรม ตามแนวคิดป่าธรรมชาติบางทีอาจจะเป็นแนวคิดที่ต้องแต่ทุกอย่างก็ต้องทางสายกลางถ้ามีแต่ป่าก็อาจจะสร้างผลผลิตที่เราต้องการไม่ได้ บางทีก็ต้องมีการเลือกนั่นคือ ทฤษฏีใหม่ของนายหลวง ที่ใช้การปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ผสมพสานซึ่งเน้นเพื่อให้เพียงพอต่อการใช้ชีวิตและสามารถสร้างรายได้ได้ด้วย

พืชน้ำในทะเลนั้นมีปากที่คอยจับสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ที่มีมากมายที่ลอยอยู่ในน้ำ(H2O) เรารู้กันดีอยู่แล้ว แต่เราคิดว่าในอากาศ(N2 78% + O2 21% + Co2 0.005 + etc.)ทำไมก๊าซอื่น ๆ ที่มีรวม ๆ กัน 2% มีผลต่อการใช้ชีวิตเรามากจังวุ้ย ทั้งก๊าซที่ทำลาย โอโซนที่เกิดจาก สารทำความเย็น สารพิษที่เกิดจากการเผาโฟม co2 ที่เกิดจากเครื่องยนต์ ก๊าซที่เกิดจากสารเคมีมากมายที่มนุตย์คิดค้นขึ้นมา แต่เราคิดว่าในอากาศจะไม่มีจุลชีพว่ายอากาศลอยไปลอยมาเลยเหรอ จุลชีพที่เล็กกว่าที่อาศัยอยู่ในน้ำ เราก็เห็นว่ามีชีวิตขนาดเล็กอย่าง ไรฝุ่น ไรแดง แมลงขนาดเล็กที่เรียกว่าต้องส่องด้วยแว่นขยาย แต่พวกนี้กินอะไรเป็นอาหารกันละถ้าไม่ใช่สิ่งที่เล็กกว่าปากของพวกมัน ชีวิตขนาดเล็กมากมายลอยอยู่ในอากาศคือความคิดของคนบ้า ไม่มีหลักฐานยืนยันเพราะไม่มีกล้องจุลทัศอิเลคตรอนที่ถ่ายถาพอากาศได้เพราะมันไหลอยู่ตลอดด้วยความเร็วมากกว่าน้ำความหนาแน่นต่ำกว่า สิ่งมีชีวิตความเร็วสูงพวกนี้ไม่อยู่นิ่ง ๆ ให้ถ่ายภาพได้โดยง่าย เลยไม่สามารถถ่ายทำเป็นสารคดีมายืนยันแนวคิดได้ ต้องใช้ simulator ของซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ที่เรียกว่าสมองจิตนาการเอา เลยกลายเป็นคนบ้าที่กล้าเชื่อใน มิตรกลุ่มใหม่ ผู้บริสุทธิ์ไม่เคยคิดร้ายกับเรา ต่อให้เขาอยากฆ่าเราเขาก็ทำไม่ได้เพราะการจะทำให้เรารู้ถึงตัวตนเขายังแทบทำไม่ได้เลย เหมือนกับดาวโลกที่เป็นเศษฝุ่นลอยอยู่ในจักรวาลอันกว้างใหญ่ จะมีฝุ่นที่เราหายใจเข้าไปมีสิ่งมีชีวิตมั่งคงไม่แปลกนะ เพราะแค่ลอย ๆ ไปเรื่อย ๆ เพื่อหาจุดที่เหมาะสมพื่อใช้ชีวิตตั้งรกราก แบ่งเซล กลายพันธุ์ ไปเรื่อย ๆ ไม่ก็โดนกิน เป็นไปตามความซวยของแต่ละชีวิต การที่ป่าน้อยลงทำให้โอกาศที่เชื้อบางตัวที่กลายพันธุ์ได้เจอกับที่เหมาะสมมากขึ้นเพราะรอดจากการโดนต้นไม้กิน จะมีที่ไหนเหมาะสมไปมากกว่า ปอดมีทั้งน้ำ o2 และ โปรตีน 555

แต่การสังเคราะห์พลังงานระดับเซลสามารถทำได้มากกว่าการใช้ O2 แต่ผลอาจจะได้พลังงานน้อยกว่าและได้สารเคมีอื่น ๆ มาแทนยืนยันจากการแพทย์ของมนุษย์ โดยมากเท่าที่คิดจะได้ เอทาน่อล หรือ วิสกี้มากินด้วย 555 ดังนั้นการหายใจเพิ่มระดับ O2 ของสัตว์และจุลชีพที่ไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้คงจะดีกว่า

ทิ้งท้ายขอกราบรบกวนเวลารับชบชาดก พระมหาชนก เวอร์ชั่นของพ่อหลวง ร.9 ด้วยครับ ขอทุกท่านชมด้วยใจเมตตา

การกระทำการใด ๆ ที่ไม่คำนึงถึงผลกระทบย่อมทำให้เกิดปัญหาและอุปสรรค์ แต่หากกระทำการใด ๆ ที่ใช้ความรู้และสติปัญญาโดยคำนึงถึงหลักการจะนำพาให้ทุกสรรพสิ่งที่ไปสู่ความสำเร็จที่พอเพียงและยั่งยืน ขอกราบน้อมรับครับ

ยามเมื่อมีภัยอยู่โดยรอบการตื่นรู้ถึงภัยที่จะเกิดขึ้นเตรียมความพร้อม และรวบรวมสติคิดหาทางวางแผนการรับมือกับภัยที่รู้สึกได้ย่อมดีกว่าวางใจนิ่งเฉย แม้ยามภัยมาการเตรียมพร้อมและความเพียรจะช่วยให้เราผ่านพ้นภัยได้แม้จะลำบากยากเย็นพอเพียงมีความวิริยะอุตสาหะ ย่อมช่วยให้ผ่านพ้นได้ทุกสิ่ง กราบทุกท่านที่เมตตา

                                                                                      วิทยา กวยาสกุล

                                                                                      IT Officer Tre-ant Club

Published by TheTOM

Crazy True Scientist

Leave a comment