19 บทความลามมาเกรียน

          เป็นเรื่องราวความขัดแย้งของกลุ่ม ยักษา ที่ใช้อาวุธร้ายในการเข่นข้าประหัดประหาร เพื่อการได้มาซึ่ง พลังอำนาจ ทรัพย์สมบัติ และ เกียรติยศ ชื่อเสียง กับกลุ่ม ลิง ผู้พิทักษ พระราม(เทพแห่งธรรมชาติ) พระลักษณ์ (ผู้เข้าใจเทพแห่งธรรมชาติ) ผู้พยายามแสดงให้พวก ยักษา เข้าใจถึงผลร้ายของการกระทำไม่ดีผิดศีลธรรม โดยการแย่ง คนรักของพระรามไป มีตัวละครนึงที่น่าจะเป็นทีน่าแปลกใจ หนุมาน กับ หงอคง คนเดียวกันป่าว หนุมานคือลิงที่จงรักพักดีกับธรรมชาติและมีอาวุธร้ายกาจที่ชื่อว่าปัญญา ทำหน้าที่ขัดขวางแผนการของพญายักษาทศกรรณ์ ผู้มี หูมี ตา มีมือมีเท้าเยอะแยะเต็มไปหมด ที่มีอาวุธรายกาจที่เรียกว่า เทคโนโลยี ยาคืนชีพ แต่ด้วยความที่ไม่มีศีลธรรมบางทีเลยนำเอาเทคโนโลยี ไปใช้งานผิด ๆ ทำให้เกิดเหตุการณ์ร้ายแรงอย่าง เชอโนบิล และ ฟุกุชิมะ ประมาณนี้

          ลิงจะไปสู้ยักษาได้ยังไง เคยคิดสมัยเด็ก ยักษาผู้มากด้วยอำนาจฤทธา มากด้วยความรู้ หูตามองทะลุปรุโปร่งไปถึงแม้แต่สิ่งที่เรียกว่า อะตอม(โมกขศักดิ์นึกถึงนิวเคลียตั้งเวลาได้ 555) ใช้พลังนั้นในการ สร้างและทำลายสิ่งใดก็ได้ ลิงแค่มีความรู้ในการเอาตัวรอดจะสามัคคีกันเองยังยากเลย(ดูจากคลิปลิงยกพวกตีกันมันแท้ ๆ ) ต่างฝายต่างโทษกันไปโทษกันมาทะเลาะกันเองทั้ง ๆ ที่จะรอดกันหรือเปล่าก็ไม่รู้ คนอาจจะรอดลิงนี่ไม่แน่อาจจะตีกันเองตายหมดก่อน ไม่ได้ป่วยตาย ดังนั้นการมีผู้นำที่มีศีลธรรมนั้นอาจจะสามารถทำให้ลิงธรรมดา กลายเป็นซุนหงอคง ได้ ซุนหงอคงที่มีอาวุธคือความรู้ที่ไม่ได้น้อยไปกว่ายักษา และมีผู้นำที่มีศีลธรรม ผู้เข้าใจในกลไกล ของธรรมชาติว่า อาวุธของธรรมชาติ พระรามแผลงศรนั้นร้ายแรงเพียงใด แล้วอะไรคือศีลธรรมแก่ธรรมชาติละ คงไม่ต่างกับการมีศีลธรรมกับ เพื่อน คนในครอบครัว หรือคนที่เราห่วงใย แล้วมันเกี่ยวอะไรกับงานก่อนหน้านี้

          ตอนจบเป็นไงเรารู้ดี ภิเภกคือกุญแจสำคัญสำหรับเรื่องนี้ ยักษาผู้มีวิชาดวงตามองเห็นทุกสรรพสิ่ง แล้วนำเอาความรู้ที่มีมาสังเกตุธรรมชาติ อาจจะเข้าใจธรรมชาติได้แล้วตัดสินใจ หักหลังความคิดที่ตัวเองเชื่อมาจากผู้ไม่เข้าใจ ทำตามตำรามา เชื่อในผลทดลองในห้องที่ควบคุมผลการทดลองที่พยายามหาวิธีกำจัดปัญญหามากกว่าปรับตัวอยู่กับปัญหา หรือ ปล่อยผ่าน กลับเป็นยักษา เหมือนดังเดิม กล่องดวงใจซึ่งเป็นที่รักที่หวงแหนลูก ๆ ของเราจะอยู่ที่ปลอดภัยได้นานแค่ไหน เราจะฟื้นจากอาการบ่าเจ็บจากการรบกับไวรัสได้อีกกี่รอบ

          ในนิยายทุกเรื่องจะมีตัวร้าย ถ้าไม่มีตัวร้ายย่อมไม่มีตัวเอก ทุกนิยายล้วนเป็นจินตนาการจากผู้เขียน เขียนโดยการตั้งสมมุติฐาน ที่สอดแทรกคำถามอยู่ในนิยาย ขึ้นอยู่กับจะตีความอย่างไร ขอให้ทุกท่านอ่านด้วยจิตเมตตา

ชีวิตล้วนเป็นทุกข์ เป้าหมาย คือ ส่งต่อความรู้สู่คนอื่น พระรามแผลงศรเคยดูในโขนอย่างเทห์ ลืมไปว่าเราเป็นยักษานิหว่า ^_^

18 บทความไซอิ๋ว

ความโกรธ(หงอคง) ความโลภ(T_Tโป๊ยก่าย) ความไม่รู้(ซัวเจ๋งT_T) เดินทางไปด้วยกันโดยมี ศีลธรรม(พระถัง) นำทาง มีม้าอีกตัวคงเป็นกลุ่มคนที่สนับสนุน ระหว่างทางเจออุปสรรค์มากมาย ผ่านเหตุการณ์ต่าง ๆ ล้วนมีทั้งเรื่องดี เรื่องร้าย ทั้งมีเหตุ มีผล การกระทำใด ๆ ของเราย่อมมีผลกับเราในอนาคต

การฆ่าสัตว์ตัดชีวิตถึงแม้เราไม่นึกอะไรอย่างเหียบมด แต่ถ้าวันนึงเราเห็นคุณค่าของมดและได้เห็นข้อดีของสัตว์ชนิดนี้ บางทีเราอาจจะไม่อยากทำร้ายมันก็ได้ถ้าไม่จำเป็น นั่นคือการมีเมตตาและมองหาข้อดีซึ่งกันและกันจำเป็นอย่างมากสำหรับทุกเหตุการณ์

การมิให้โลภในทรัพย์ของผู้อื่น อันนี้ก็อยู่ที่ว่าโลภในด้านใด โลภในทรัพย์ โลภในกาม โลภในเวลา นั่นก็คือการเสียสละ แบ่งปัน ในทรัพย์ต่าง ๆ ที่มีอยู่ เพื่อหัดปล่อยวาง มองเห็นค่าของสิ่งที่มี และค่าของการแบ่งปันมีน้ำใจ

การมิให้พูดปด ก็เพื่อที่จะถ่ายถอดความรู้ประสพการณ์ความชำนาญ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อช่วยให้ผลการศึกษาทดลองเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ห้ามประพฤติผิด ก็ทั้ว ๆ ไปตามธรรมนองคลองธรรมและตามกฏหมายบ้านเมือง

การมิควรยุ่งเกี่ยวกับสุราเมรัยของมึนเมาสิ้นสติ คงเฉพาะเหล้า ไม่รวมบุหรี่ เพราะไม่เมาจนสิ้นสติ แต่ แอลกอฮอล์เนี่ยถือเป็นวิสกี้หรือเปล่าเนี่ย

ไม่อยากเชื่อว่าการกระทำ 5 อย่างนี้ สามารถควบคุม ความโลภ ความโกรธ ความหลงได้ และทำให้เกิดการเดินทางศึกษาเรียนรู้รวมรวมประสพการณ์เพื่อความพร้อมสำหรับการศึกษาพระไตรปิดก เลยลองศึกษานิยายเห้งเจียตามมุมมองของตนเอง เห็นได้ว่า

การนำความโกรธมาใช้เพื่อปกป้องตนเองและคนสำคัญ หรือสิ่งสำคัญ นั้นสามารถเกิดประโยชน์ได้ ถ้านำมาใช้แก้ปัญหาก็อาจจะได้ผลตามแบบของหงอคงอะแหละง่าย ๆ ตีหัวซะจบ

การใช้ความโลภให้ถูกทางละ จะมีเหรอ ดังนั้นต้องมองระดับของทรัพย์ ที่จะโลภก่อนโดย มองออกเป็นทรัพย์ที่จับต้องได้ ก็ประมาณสินทรัพย์  กับทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ คือความสุข ความภูมิใจ ความรู้ประสพการณ์ ความสามัคคี ความศัทธา แต่ที่สำคัญ ทรัพย์ทุกอย่างนี้ไม่สามารถเทียบได้เลยกับเวลาที่ทุกคนมี ดังนั้นทุกอย่างมีมูลค่าที่ผ่านมาคือเวลาไม่สามารถซื้อกลับมาได้ ความสุข ก็จำเป็น ความภูมิใจก็คงเป็นแรงพลักดัน ความรู้ประสพการณ์นี้คือมูลค่าของชีวิต ความสามัคคีคือมิตรภาพทรงพลังที่สุด ความศัทธาคือแรงใจบันดาลให้ผ่านสถานการที่โหดร้าย

ความไม่รู้ อาจจะเป็นพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต ทุกคนเกิดมาย่อมไม่รู้เมื่อไม่รู้อาจจะพลาดทำอะไรบางอย่างที่สำคัญไป ละเลยบางสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวการไม่รู้คือการจดบันทึกเรื่องราวทั้งดีร้ายทุกอย่างเมื่อยังมีอะไรอีกมากที่ยังไม่รู้ การศึกษาและลงมือทำจึงเป็นทางออก

ถ้ามองว่าทั้งสี่ตัวละครคือ คนเดียวกันละ ทุกคนมีอารมหลากหลายนั้นอยู่ในตัวเองอยู่แล้วขึ้นอยู่กับสมดุลทางอารม และสิ่งรอบข้าง เป็นตัวกระตุ้นให้อารมใดมีอำนาจควบคุมตัวเราในขณะนั้น

ดังนั้นประสพการณ์เมื่อเราศึกษาเรียนรู้โดยสละเวลาที่มีค่าออกไปนั้นอาจจะเป็นสิ่งที่นำมาซึ่งความรู้ซึ่งเป็นทรัพย์ที่มีค่ามากอีกประเภทนึ่ง คือ ไม่มีใครแย่งไปจากเราได้ แบ่งปันได้ไม่มีน้อยลง เพียงแค่ฟังก็ได้เพิ่ม ติดตัวไปไหนได้ทุกที่ไม่มีน้ำหนัก ในยามจำเป็นเอามาเป็นเกราะ และอาวุธป้องกันตัวได้ และยังมีความสุขที่เราได้รับหลังจากเสียสละเวลาอันมีค่าศึกษาความรู้มา ดังนั้น เลยคิดว่า ถ้านิยายไซอิ๋วมีคำถามซ่อนอยู่ละ

ถ้าเริ่มจากความไม่รู้ทำให้ใช้ความโลภในปัญญาและใช้ศีลธรรมในการนำทางโดยมีความโกรธไว้เป็นกำลังในการปกป้อง ถ้าแนวคิดนี้เป็นจริง เราก็โลภในความรู้พอได้มาก็นำมาถ่ายทอดให้ผู้อื่นเป็นทาน และใช้ความโกรธในการปกป้องสิ่งสำคัญของเรา  แล้วก็ภูมิใจไปกับเป้าหมาย แบบไซอิ๋วละ ให้พี่ใหญ่ หงอคง เป็นคนคอยปกป้อง มีพระถังศีลธรรมเป็นตัวคอยห้ามปราม ใช้ความไม่รู้หาเรื่อง และใช้ความโลภไปใช้ในการหาคำตอบ โดยมีศีลธรรมคอยควบคุม เมื่อผ่านการเดินทางเจอเรื่องราวมากมายบ่อย ๆ ประสพการณ์สูง เกิดความสามารถในการคิด วิเคราะห์ จำลองสถานะการณ์ คาดการณ์ผลได้โดยไม่ต้องลงมือทำจริง โอ๊วนี่มันเหมือนกับระบบซิมมูเลเตอร์ของคอมพิวเตอร์เลยนิหว่าน่าสนใจดีแหะ

เลยคิดกลไกลสร้างความภูมิใจออกมาในรูปแบบ ตั้งมูลค่าของสิ่งที่คนไม่เห็นค่าคือ พืช เป็นหลักมุ่งเน้นให้เห็นประโยชน์ของการปลูกต้นไม้ในด้านต่าง ๆ แยกศึกษาแบบลงมือทำจริง วิเคราะห์จริงทุกขั้นตอน เพื่อหาคำตอบของคำถามที่สงสัย เมื่อได้ข้อสรุปผลการทดลองก็นำมาแบ่งปันกันให้แก่ผู้ที่สนใจ เพื่อเป็นการสร้างมูลค่าให้ความเสียสละเวลาในการค้นคว้า และ สร้างรูปแบบของการแบ่งปันพันธุ์ไม้ และ ความรู้สำหรับคนที่มองไปในทิศทางเดียวกันคือชอบปลูกต้นไม้เหมือนกัน ใช้ความโกรธเป็นกำลังในการปกป้องต้นไม้ ผืนป่าและธรรมชาติ ทั้งหมดนี้คือการหลอกสมองให้หลั่งสารแห่งความภูมิใจขึ้นมาโดยที่ยังแค่เริ่มวางแผนทำให้สามารถมีแรงพลักดันในการทำเรื่องแปลก ๆ ได้อาจจะเป็นสาเหตุของอาการบ้านั่นเอง ระหว่างนั้นดันไปค้นพบสิ่งที่เรียกว่ามหาสมุทรแห่งก๊าซไนโตรเจนที่เต็มไปด้วยระบบห่วงโซ่อาหารเล็ก ๆ มากมาย นึกถึงเกม spore ของ ea แต่เป็นเวอร์ชั่นบนอากาศแทนไม่ได้อยู่ในทะเล เลยจินตนาการว่า ผืนป่านั้นก็ไม่ได้ต่างจากแนวปะการัง เราเองก็คงเป็นแค่ปู ที่อยู่ในทะเลแห่งใหม่เหนือระดับน้ำทะเลเดิม มีแพลงต้อนขนาดเล็กนับล้าน ๆ อาศัยอยู่รอบ ๆ ตัวเรา ในตัวลำใส้เรา ในลมหายใจเรา ในปอดเรา ล้วนมีอนูชีวิตขนาดเล็กล่องลอยอยู่เต็มไปหมด อาจจะเป็นอาการข้างเคียงของ การมองเห็นวัตสงสาร การเกิดแก่เจ็บตายกันมากมายรอบตัวสมดุลของระบบที่เรียกว่า ห่วงโซ่อาหารที่สัตว์ใหญ่กินสัตว์เล็ก

ชีวิตล้วนเป็นทุกข์ เป้าหมายคือส่งต่อความรู้สู่คนอื่น เราเป็นลิง ควรอยู่ด้วยกันอย่างเป็นมิตรกับป่าและต้นไม้ ลิงถ้ามีปัญญาเป็นอาวุธ มีศีลธรรมนำ  สามารถปกป้องได้ทุกภัย ลิงจะภูมิใจมากถ้าสิ่งที่ปกป้องไปถึงปลายทาง

17 ระบบภูมิคุ้มกันร่างกาย จำลองการทำงานของผึ้งทหาร

          เม็ดเลือดขาวคือระบบภูมิคุ้มกันหลักของร่างกาย ที่ถูกสั่งงานโดยสารเคมีในสมองให้เข้าจัดการกับสิ่งแปลกปลอมโดยการจับกินและก็ตายไปพร้อมกับเชื้อโรค เซลทุกเซลพร้อมสละชีวิต ทำตามสมองสั่งการนึกถึงผูงผึ้งเห็นทุ่งดอกไม้เป็นเป้าหมาย นางพญาซึ่งคองสั่งการให้ผึ้งทหารไปคอยดูแลความเรียบร้อยบริเวณทุ่งดอกไม้ขณะที่ผึ้งงานทำงานอยู่มีศัตรูเข้ามาในพื้นที่สิ่งที่ผึ้งทหารที่มีหน้าที่ปกป้องก็จะทำการโจมตีโดยอัตโนมัติพร้อมทั้งส่งกลิ่นขอกำลังเสริมเข้าไปที่นางพญา ทำให้มีการส่งกำลังเสริมเข้ามา คิดว่าผึ้งอาจจะเป็นการจำลองการทำงานคร่าว ๆ ของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายได้ แต่เนื่องจากขนาดเซลที่เล็กนั้น อาจจะสามารถทำงานผิดพลาดได้ได้มีองค์ประกอบหลาย ๆ อย่างเช่นเกิดการขัดขวางกระบวนการสั่งงานจากสมอง ทำให้เกิดโรคแพ้ภูมิคุ้มกันตัวเอง ดังนั้นถ้าเรามาลองตีความของโรคนี้อาจจะเกิดมาจากมีการผิดปกติของสมดุลของสารเคมีสมองสังเคราหะ หรือ ตีความผิดเพี้ยนของเม็ดเลือดขาว ถ้ามองว่า แอลกอฮอล์คือส่วนหนึ่งของสิ่งที่ขัดขวางกระบวนการตีความละ พอจะเป็นไปได้ไหม ลองนึกถึงสิ่งมีชิวิตขนาดใหญ่อย่างลิง ปริมาณแอลกอฮอล์ที่ทำให้ลิงเมา อาจจะเกิดได้จากการกินผลไม้สุกจัดที่เริ่มมีการสังเคราห์แอลกอฮออลโดยจุลินทรีย์หรือคือ สุราเมรัย หรือเยี่ยวของจุลินทรีย์นั่นเอง แต่ก็ต้องใช้ปริมาณมากกว่า 50 มิลกรัมเปอร์เซ็นถึงจะเมาไม่สามารถ ขับรถได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ถ้า 200มิลกรัมเปอร์เซ็นอาจจะเห็นการสั่งการของสมองผิดเพี้ยนไปเลย แต่ถ้าลองคิดถึงขนาดของเซลเม็ดเลือดขาวเราที่มีขนาดเล็กมาก แอลกอฮอลเพียงแค่ ละอองเดียวก็อาจจะทำให้ระบบการทำงานของเซลเม็ดเลือดขาวลดลงหรือผิดพลาดได้ เมาขับไปชนผนังปอดแทนที่จะจัดการกับไวรัส

          ไม่แน่การใช้แอลกอฮอล์ในปริมาณ 70% อาจจะสูงเกินไปกับระบบห่วงโซ่อาหารรอบตัวเราและระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายมนตุย์ ลองนึกถึงผึ้งโดนควันรบกวนจากคนที่จุดควันรมรังผึ้ง อาจจะทำให้ระบบสื่อสารขัดข้องทำงานไม่เป็นระบบเหมือนเดิมทำให้ง่ายต่อการโดนโจมตี ในกรณี ปอดที่เป็นทางเดินหายใจ ดังนั้นการได้รับเหล้าหรือแอลกอฮอล รักษาความสะอาดที่มากเกินไปอาจจะไปลดการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน นึกถึงคนเมาขับรถดูครับ ถ้าเซลเม็ดเลือดขาวแถว ๆ ปอดเราเมา ละจะเป็นไปได้ไหม

          สังเกตุผลจากผู้ที่ดื่มสุราต่อเนื่องยาวนาน ผลกระทบนั้นแทบจะทุกระบบทางเดินอาหารเกิดการเสียหาย ต้องยอมรับว่าปอดนั้นเป็นระบบเยื่ออ่อนที่อ่อนแอที่สุดรองจากสมองอ่อนแอกว่าระบบทางเดินอาหารมาก เพราะระบบทางเดินอาหารนั้นรองรับส้มตำได้สบาย ๆ เท่านั้นเอง ดังนั้นงานวิจัยนี้อาจจะฟังดูแปลก ๆ ขัดกับทุกอย่างไปหมด แต่อย่างที่เข้าใจครับว่า บางทีการมองเป็นสิ่งที่ตาเปล่าไม่อาจจะเห็นได้อาจจะต้องใช้ข้อสันนิฐานมาจำลองสถานะการเอา

          ทำไมยักษาถึงเป็นตัวร้าย สุรา น้ำตาลแห่งความสนุกสนาน และความโง่ เป็นต้นเหตุหรือไม่เลยต้องเป็นกฏกติกาศีลเช่นเดียวกันกับ การแอบแย่งคนรักคนอื่นเขา การโกหกหลอกลวง การลักขโมย และที่สำคัญคือการฆ่า เลยทีเดียว แต่ถ้าลิงเมาก็เป็นยักษาเหมือนกัน นิหว่า ดังนั้นอาจจะเป็นแค่ศีลธรรมเท่านั้นเองที่แยกลิงออกจากยักษา เราอาจจะเลือกเป็นลิงทหารเอกของพระรามได้ แค่ปลูกต้นไม้ทุกวันวันละต้น

ชีวิตล้วนเป็นทุกข์ เป้าหมาย คือ ส่งต่อความรู้สู่คนอื่น เราเป็นลิง ควรอยู่ด้วยกันอย่างเป็นมิตรกับป่าและต้นไม้ ถ้าเรามีความคิดที่อาจจะขัดใจคนทั้งโลก เราจะทำอย่างไรกับมันดี ซาลดาวิน ไม่ได้กล่าวเพราะเขาไม่พูดภาษาไทย ^_^

16 ระบบสมดุลของระบบห่วงโซ่อาหารล่องหน จำลองการทำงานของผึ้งและมด

          ถ้ามองว่ารอบตัวเรานั้นเป็นที่อาศัยของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่สามารถบินได้ แต่ลองนึกถึงสัตว์ชนิดนึงที่มีระบบการทำงานร่วมกันที่เรียกว่าซับซ้อนที่สุดที่บินได้เช่นผึ้งน้อยต่อยเจ็บ ระบบการสั่งงานคือผึ้งตัวราชินีสั่งการผ่านการส่งสารเคมีระเหยไปในอากาศแล้วให้ผึ้งที่สามารถรับสารเคมีเหล่านั้นตีความตามที่ตนเองต้องการ จำลองภาพเหมือนการทำงานสมองสั่งงานผ่านระบบประสาทมายังกล้ามเนื้อส่วน ต่างๆ ตามที่ตีความได้ตามฮอร์โมนที่มนุตย์ผลิต ถ้าเทียบกับมนุตย์ คงประมาณ ราชินีผึ้งเป็นสมอง ส่วนผึ้งแต่ละตัวเป็นอวัยวะต่าง ๆ ที่ทำงานตามราชินีผึ้งสั่งอย่างเคร่งครัด ตายก็ยอม เพื่อปกป้องซึ่งกันและกัน งงว่าทำไมสมองผึ้งเล็กกะปิ๊ดเดียวสามารถตีความคำสั่งต่าง ๆ ได้ทั้ง ๆ ที่อยู่ห่างจากราชินีผึ้ง ก็อาจจะเป็นระบบอัตโนมัติให้ตัดสินใจได้เองนิดหน่อยอยู่ด้วยมั้ง แต่ถ้ามองระบบการสั่งการที่ทำให้ผึ้งตัวอื่น ๆ เป็นอวัยวะได้ ก็คิดว่าแมลงขนาดเล็กบางชนิดที่อาจจะเล็กกว่าผึ้งเช่นมด ปลวก ก็มีระบบสั่งการนี้เหมือนกัน เรียกว่าระบบการปกครองที่สร้างขึ้นจากธรรมชาติอันนี้ต้องเอามาคิด มดตัวเล็กยังกะฝุ่น ทำไมมีพลังยกของหนักได้ ทำงานกันได้สามัคคี เคยเห็นมด 3 ตัวร่วมกันทำงานใหญ่เลยคิดได้ว่าระบบการร่วมมือกันโดยมองเห็นปลายทางเดียวกันนั้นเป็นเรื่องที่มันเทห์ไปเลย แต่ถ้ามีสิ่งมีชีวิตที่เล็กกว่ามด กว่า ผึ้ง ทำงานอยู่ด้วยระบบ โคโลนี่ ละ เช่นหมีน้ำตัวโตที่เราถ่ายรูปได้นั้นเป็นราชินีหมีน้ำที่มี หมีน้ำทหาร หมีน้ำงาน บินลอยอยู่ในอากาศ ทำงานกันผ่านระบบ กลิ่นสารละเหยเคมีที่เราไม่ได้กลิ่นสัมพัสไม่ได้ เหมือนกับปลาวาฬที่เผลอกินแพลงตอนและหายใจเอาแพลงตอนเข้าไปละ สัตวตัวเล็กขนาดนี้อาจจะ โจมตีทำร้ายอะไรเราไม่ได้ด้วยซ้ำ ทำได้เพียงอาศัยกินเศษ ผิวของเราแล้วฉี่ออกมาให้เกิดกลิ่น  เหม็น ๆ หน่อย ๆ เท่านั้นเอง  แต่ถ้ามองว่า สิ่งเล็ก ๆ พวกนี้มีระบบการล่าแบบ มด ลองนึกถึงความเสียหายที่มดสามารถสร้างกับเราดูนะครับ แต่ก็ต้องมองถึงประโยชน์ที่ ผึ้งสร้างให้กับโลกด้วย ทั้ง ผสมเกษรดอกไม้ ผลิตน้ำผึ้ง ล่าศัตรูพืชขนาดเล็ก แค่เห็นผึ้งหรือได้กลิ่นผึ้งถ้าผมเป็นแมลงเล็ก ๆ ผมก็คงหนาว ๆ เหมือนกัน แต่ถ้าผมตัวเล็กขนาดไวรัส จะมีสัตว์ ขนาดเล็กพวกนี้อีกกี่ล้าน ๆ ตัวรอกินอยู่ภายนอกเนี่ยนึกภาพไม่ออก ถ้าเราเพิ่มจำนวน ประชาการสิ่งมีชิวิตพวกนี้ซึ่งโดยมากคาดว่าจะอาศัยอยู่ตามต้นไม้หรือป่า อาจจะเป็นการดีก็ได้อย่าใช้ยาฆ่าแมลง สารพิษเลย สัตว์ตัวเล็ก ๆ พวกนี้ อาจจะมีประโยชน์ในการรักษาห่วงโซ่อาหารที่เรามองข้ามไปอยู่ สำหรับสิ่งขนาดเล็กอย่างไวรัสคงเข้าใจความโหดของสิ่งมีชิวิตขนาดเล็กพวกนี้ดีบางทีรังของมันอาจจะมีขนาดเท่า เพลี้ยตัวนึง

          ประเด็นคือ สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กนี้ทำไมสามารถทำงานร่วมกันได้ ทำไมสามารถสามัคคีกันได้ ทำไมสามารถมองไปยังเป้าหมายจุดเดียวกันได้ แต่การที่จะทำให้มนุตย์มองไปยังจุดเดียวกันคือเราควรจะหันกลับมามอง ถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อมหรือ ควรจะทำการอนุรักษ์ในเชิงรุก คือมีหน้าที่ทุกวันในการอนุรักษ์วันละนิดวันละหน่อย แล้วมีความสุขกับพืชที่เราเลือกที่จะปกป้องเลือกที่จะดูแลเลือกที่จะศึกษา และแบ่งปันความรู้กันได้ครับ

ชีวิตล้วนเป็นทุกข์ เป้าหมายคือส่งต่อความรู้สู่คนอื่น เราเป็นลิง ควรอยู่ด้วยกันอย่างเป็นมิตรกับป่าและต้นไม้ บางทีก็เผลอเหยียบมดไปไม่รู้สึกเลย และเคยหายใจเอาไวรัสเข้าไปก็ไม่รู้สึกเหมือนกัน

15 ระบบห่วงโซ่อาหารล่องหนรอบตัวเรา

            อาจจะเคยทราบดีอยู่แล้วว่าบนผิวหนังมนุตย์ทุกคนมีจุลินทรีย์อาศัยอยู่ 20000 ชนิต และมีอีกมากกว่านั้นเท่าตัวในปาก และมีมากกว่านั้นอีกเท่าตัวในลำใส้  เคยคิดไหมครับว่าทำไมเราซกมกอย่างงี้เนี่ย อาบน้ำไปแป๋บเดียวก็มีกลิ่นตัวอีกแล้ว นั่นเงียบ ๆ แป๋บเดียวก็ปากเหม็นอีกแล้ว ไม่เคยกินของสกปรกเลย ตดก็ยังคงเหม็น เหตุผลทุกอย่าง อาจจะมีคำตอบถ้าเราเข้าใจในระบบห่วงโซ่อาหารที่ลึกซิ้งขึ้นกว่าที่ตาเห็น สิ่งมีชิวิตขนาดเล็กเหล่านี้ล้วนอาศัยอยู่กับเรามาอย่างสันติ มานานมาก เห็นว่าผิวหนังเราก็ไม่ได้เน่าเปื่อยอะไร ปากเหม็นแต่ก็ไม่ได้เน่าแต่อย่างใด ตนเหม็นแต่ก็ไม่ได้ใส้เน่าแต่อย่างใด บางทีมุมมองในความคิดเรื่องจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์อาจจะต้องมีงบสำหรับทดลองและเรียนรู้ศึกษา แต่จะทำอย่างไรละเมื่อมันทั้งมีขนาดเล็กและยังมีอยู่เต็มไปหมดอีก เทคโนโลยี่ยุคนี้สามารถ ถ่ายภาพ หมีน้ำหรือ tardigrade ได้แล้วแต่การเฝ้าติดตามและศึกษาอาจจะเป็นเรื่องที่ยากมาก ๆ ดังนั้นเรื่องนี้อาจจะต้องใช้จินตนาการช่วย ลองมองถึงลิงที่อาศัยอยู่ในป่าที่อุดมสมบูรณ์ ลิงพวกนี้มี dna ต่างกับเรามนุตย์โลกไม่ถึง 4% และ 4% นี้ก็หมายความว่าเราทุกคนทั้งโลกใบนี้มีรหัสพันธุกรรมต่างกันอยู่แค่นิดเดียว ซึ่งคือน้อยกว่า 4% คุณพระช่วย ความซับซ้อนของ dna นี้มาจากไหนมีที่มาที่ไปอย่างไร คงจะต้องไปศึกษาในงานวิจัยต้นกำเนิดชีวิต  แต่ถ้ามองว่า ลิงนั้น ประกอบด้วยเซลที่มี dna เหมือนกันนับพัน ๆ ล้าน ๆ เซลรวมเป็นก้อนชีวิตที่ชอบปีนต้นไม้รักในธรรมชาติ ทำไมมันมีความสุขอยู่ได้ เกิดคำถาม ป่าที่เต็มไปด้วยโรคและแมลงกวน ยังไม่รวมถึงระบบสาธารณะสุข ระบบสาธารณูปโภค ทำไมป่าตามธรรมชาติสมบูรณ์ได้โดยที่ไม่มีของเหล่านี้เลย บางทีการเกื้อกูลและปกป้องซึ่งกันและกันอย่างเหนียวแน่นในป่าอาจจะเป็นสิ่งที่ควรศึกษา ในสายตาของผม จุลชีพทุกตัวก็ต่างเหมือนมด แมลง ที่ตาเห็นได้ บางตัวทำร้ายลิง บางตัวไม่ทำร้ายลิงแต่กลับอยู่ด้วยกัน บางตัวสร้างความลำคาญ บางตัวช่วยให้ขับถ่ายดี บางตัวทำให้เกิดโรค แต่เท่าที่นับจากจำนวนซึ่งนับไม่ไหว จากการทดลองไม่อาบน้ำ 3 วันร่างกายเหม็นแต่ก็ไม่ได้ถึงกับเจ็บป่วยอะไร เนื้อตัวเหนียวเหนอะหนะ แต่ก็ไม่รู้สึกอะไรมากไปกว่าการอยากไปทำความสะอาด ดังนั้นเลยคิดว่าบางทีจุลชีพที่อาศัยอยู่บนตัวเราก็อาจจะทำหน้าที่เดียวกันกับจุลชีพที่อาศัยอยู่ในแถบต้นไม้ มองว่าเมหมือนปลาฉลามจะมีสัตว์คอยติดตามไปด้วยตลอด ทำไมฉลามไม่กินซะเลยบางทียังสงสัย ไม่แน่ฉลามอาจจะเข้าใจถึงการพึ่งพากันอย่างสันติของสมดุลรอบตัวก็ได้

เหมือนกับท่านเจงกิสข่านที่ใช้ความรู้ด้านจุลชีพสร้างความได้เปรียบแพร่ขยายอนาเขตยึดครองไปได้กว้างไกล อาจจะเป็นเพราะความสามารถในการใช้งานแล็คโตบาซิลัส ที่เป็นจุลชีพที่อาศัยอยู่ในที่มืดไม่ต้องการ 02 มากความสามารถของจุลินทรีย์นี้ทุกคนทราบกันดีด้วยยาคูลและบีทาเก้น ทำให้สามารถลดจำนวนการศูนย์เสียกำลังในขณะเดินทางผ่านสภาพภูมิประเทศสมัยโน้น โอ๊วไม่อยากจะคิด มนุตย์สมัยนั้นแข็งแรงกว่าเราเลยรอดได้หรือ ดูจาก dna ก็คงไม่ต่างกับเรามากที่เขาแข็งแรงคงเพราะการสริมสภาพร่างกายโดยการฝึกและทำงานหนัก ดูอย่างพี่อาโนวถ้าตรวจ dna อาจจะต่างกับเราไม่ถึง 3% ก็ได้(แต่ทำไมความสามารถต่างกันจัง^_^)

ถ้าเรามองตัวเราเป็นป่าเคลื่อนที่แล้วมีจุลชีพพวกนี้ติดตามไปกับเราทุกหนทุกแห่งละ ทำอย่างไร ก็ไม่น่าจะยากแค่นำใบไม้หรือดอกไม้จริง ๆ ติดตัวไปด้วย สารละเหยหรือกลิ่นของต้นไม้และดอกไม้อาจจะสามารถล่อจุลชีพของพืชให้หลงเข้ามาหาเราได้และถ้ามี อาหาร น้ำ และ o2 ไม่แน่สรรพสัตว์เหล่านี้ก็อาจจะมาอาศัยอยู่ตามผิวหนังของเราทำหน้าที่ ปกป้องกำจัดเศษอนูเชื้อโรคที่อาจจะทำอันตรายเราได้ โดยการกินซะก่อนที่ไวรัสจะทำการเจาะและฝังตัวเองลงในเซลของเราสำเร็จ หรือไม่ก็อาจจะลดโอกาศจำนวนการฝังตัวจาก 500 เหลือ 100 เซล ซึ่งผลของการลดจำนวนนี้อาจจะ อธิบายง่าย ๆ  อาจจะคือการชะลอการออกอาการ ให้น้อยกว่าที่ควรจะเป็นได้ หรือไม่แน่เซลเม็ดเลือดขาวสามารถจัดการได้พร้อมกันแค่ 400 ตัวเท่านั้น ทุกอย่างทั้งหมดนี้ยังไม่มีงานวิจัยรับรองเพราะยังไม่มีใครคิดแนวความคิดนี้ต้องการที่จะให้เห็นว่าการไม่เข้าใจสมดุลของธรรมชาติของตัวเราเอง นั้นอาจจะเป็นเรื่องที่ควรจะสนใจ

สรุปภาพรวมงานนี้ต้องการที่จะบอกถึงว่าบางทีธรรมชาตินั้นอาจจะมีสมดุลของตัวเองอยู่แล้วแต่เราผู้ไม่เข้าใจสมดุลนั้นตะหากที่ต้องกลับมาเรียนรู้สมดุลในการใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ ตอนนี้กระแสนี้เริ่มมาแล้วเชื่อเลยว่า ผมเชื่อว่าเราสามารถปล่อยก๊าซ Co2 เท่าไร่ก็ได้ถ้ามีป่ามากพอ ทางออกนั้นอาจจะเป็นหน้าที่ต้องมองหาโดยการเลือกที่จะสละเวลาว่างครึ่งนึงของงานอดิเรกเดิม มาปลูกพืชเป็นงานอดิเรคประจำตัวทุกคนครับ วันละต้น ต้นไม้อะไรก็ได้น้อยใหญ่ ทดลอง เรียนรู้ แบ่งปันความรู้ ซึ่งเป็นทรัพย์ที่วิเศษที่สุด ยิ่งโลภยิ่งได้ แจกจ่ายไม่มีหมด ติดตัวไปไม่หนักหนา สามมารถนำมาใช้เป็นอาวุธได้ มาร่วมแบ่งปันแสงแห่งปัญญาที่เกิดจากความร่วมแรงร่วมใจและร่วมภูมิใจไปด้วยกันเมื่อปลายทางที่สวยงามเป็นดังหวัง หวังที่มนุตย์ที่ลืมหน้าที่ที่แสนจะน่าภาคภูมินั่นคือปกป้องธรรมชาติที่แสนสวยงามของโลกที่ น่าอยู่ มาร่วมกันครับ Please start grows not only # P r a y . . . . . . . มาร่วมปลูกต้นไม้แห่งมิตรภาพกัน ต้นไม้ที่สวยงามและทรงพลังที่สุดในยามนี้

กราบน้อมน้อมท่านอาจารย์ทุกท่าน ขอขอบพระคุณครับ

                        วิทยา   กวยาสกุล

นักธรรมชาติวิทยา ชมรมผู้(พยายาม)เข้าใจธรรมชาติ

     http://www.tre-ant.com

ชีวิตล้วนเป็นทุกข์ เป้าหมายคือส่งต่อความรู้สู่คนอื่น เราเป็นลิง ควรอยู่ด้วยกันอย่างเป็นมิตรกับป่าและต้นไม้ เมื่อลงมือเสียสละจะได้ยินเสียงสรรเสริญแห่งธรรมชาติ ^_^

14 การระบาดของโรคพืชในโรงเรือน กับ นอกโรงเรือน

           จากการทดลองปลูกพืชกิจกรรมชมรม และแอบคิดสนใจว่าทำไมเวลาที่พืชที่ปลูกโดนแมลงรบกวนด้วยแล้วต้องเกิดการระบาดของโรคพืชทำให้ผลผลิตทางเกษตรเสียหาย เลยทดลองปลูกพืชในโรงเรือน แต่ด้วยความไม่ชำนาญเลยทำให้มีการะบาดของไรที่สามารถลอดตาข่ายมาได้ ทำไมมันตัวเล็กจังวะจะเอาไงกะมันดี พยายามสู้ด้วยไม่ใช้เคมี ใช้น้ำหมัก ก็ไม่ไหว แล้วก็ใช้เคมีอยู่ดี ผลออกมาคือแจ่มเลย เคมีสามารถจัดการระบาดของแมลงได้อยู่หมัด เริ่มใหม่อีกทีคราวนี้ไม่มีแมลงรบกวน ปรากฏว่าเจอโรคพืชแทนเริ่มจาก 1 ต้น 3 ต้น ลาม ไปจน หมด อยู่ดีไม่ได้กินซะที  เลยคิด เลิกละ ปลูกผักสวนครัวกินดีกว่า ปลูกไรดีวะมั่ว ๆ มีกระถางเหลือ 8 ใบ เลยเอากระทางละอย่างสองอย่าง ปน ๆ กันไป ผ่านไป สามเดือน ก็ไม่เจอเหตุการ์ณระบาดของแมลงหมดทั้งแปลง อาจจะโดนโจมตีบางต้น ก็รอดูว่าจะระบาดหรือเปล่าไม่ไปไล่มัน ผลคือก็ไม่ระบาดมันก็กิน ๆ ๆ แล้วมันก็หายไป สงสัยนกเอาไปแดก และเจอโรคพืชใบหงิกที่ต้นกระเพรา ก็รอว่ามันจะระบาดไหมผลคือไม่ระบาดไปต้นที่อยู๋ห่างไปหน่อย เลยสงสัยเอามาใกล้กัน ผลคือ ติดครับ หงิก ๆ 555 ประเด็นก็คือ เกิดอะไรขึ้นวะเนี่ย คำถาม

            กางมุ้งให้ดีปลูกยังไงก็ม่องเท่ง เปิดโล่ง ๆ หลาย ๆ อย่าง ดันได้กินซะงั้น อย่างงี้ก็น่าสนใจดีวุ้ยเลยลอง เพิ่ม ใส้เดือนลงในกระถางต้นหอม ผลคือ ต้นหอมเต็มกระถางก่อนเลย  กระเพรายังหงิก ๆ อยู่เลย เลยคิดว่า พืชและสัตว์ต่างต้องพึ่งพากัน และอาจจะมีสมดุลบางอย่างที่เรามองไม่เห็นอยู่ก็ได้

            สมดุลอะไรละที่สามารถยับยังโรคระบาด แมลงระบาด เลยคิดว่ามันคงจะต้องมี สิ่งที่เราลืมสังเกตุและยังมองไม่เห็นอยู่ในนั้น เลยพยายามทำความเข้าใจและพยายามหาช่องว่างส่วนที่หายไป ว่าอะไรคือต้นเหตุของความสงบขอเหตุโกลาหลที่เคยเจอมาก่อนหน้านี้ เลยคิดว่าแมลงระบาดก่อนแล้วโรคจึงติดตามตัวแมลงไป หรือว่า โรคสามารถติดต่อกันได้เองโดยไม่ต้องผ่านแมลงอาจจะเป็นไวรัส ละอองอนูไวรัสของพืชมีนิหว่า ลืมไป งั้นสิ่งที่อาจจะป้องกันไวรัสได้นั้นก็อาจจะเป็นสิ่งที่อยู่ในแปลงปลูกนั่นแหละที่เรายังไม่ได้สังเกตุ พอดีเลี้ยงแมวไว้ ถ้าเป็นไวรัสก็น่าจะติดตัวแมวไปอีกต้นได้นิไม่น่าจะต้องนำมาใกล้ ๆ กันถึงจะติด เลยคิดว่าอาจจะเป็นตัวอะไรสักอย่างแดกไวรัสไปก่อนที่จะถึงอีกต้น เลยนั่งคิดตั้งนานตัวอะไรจนดูหนัง ANT MAN ว่าถ้าตัวเราเล็กเท่ากับไวรัสแล้วขนาดซุปเปอร์ฮีโร่ ยังอาจจะต้องกลัวนักล่าจอมโหดขนาดเล็กเหมือนขี้ผุ่นในอากาศที่อาศัยอยู่รอบ ๆ ต้นไม้เหมือนปลาเล็ก ๆ ทีหลบและออกหากินแถว ๆ แนวปะกาลัง อาจจะว่ายอากาศได้เร็ว สอง กระด๊บต่อวินาที แต่ถ้าเทียบความเร็วไวรัสแล้ว หนึ่งกระดึ๊บต่อวินาที ก็คงไม่ยากที่จะตามแดกทันอย่างง่ายดาย ดังนั้นเศษละอองฝุ่นรอบ ๆ ต้นไม้นั้นอาจจะเป็นสิ่งที่ตอบคำถามสำหรับเหยื่อขนาดเล็กเท่าไวรัส เป็นละอองโปรตีนลอยอยู่ในห้วงมหาสมุทรแห่งก๊าซไนโตรเจนนี้ ซึ่งเป็นปกติที่ปลาใหญ่ต้องพยายามหาเทคนิคการไล่ล่าแดกให้ได้มากที่สุดเพื่อที่จะไม่โดนแดกซะเอง ขออภัยในคำพูดกลัวไม่เห็นภาพ การโดนกินทั้งเป็นอย่างอร่อย เหตุนี้เองเลยทำให้ไวรัสเกิดการแพร่กระจายได้ง่ายถ้าเป็นพืชชนิดเดียวกันเยอะ ๆ มาก ๆ ไม่มีอะไรขั้นกลาง

            การปลูกต้นไม้อาจจะช่วยเพิ่มสิ่งขั้นกลางระหว่างมนุตย์กับไวรัสได้ แต่บางทีความเข้าใจนี้อาจจะยังไม่ชัดเจนเพราะว่ายังไม่มีหลักวิทยาศาสตร์ รับรองเพราะยังไม่มีใครวิจัย มีแต่คนใช้ยาพ่นเอาง่ายกว่า แต่มีแนวคิดโครงการพระราชดำหริ ที่ให้ใช้วิธีปลูกป่าอย่างผสมผสาน ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง คือให้

1 ประชาชนที่สนใจปลูกต้นไม้ตามแนวคิด ป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง

2 จัดรูปแบบการปลูกให้เกิดคุณค่าและบูรณาการในพื้นที่ทำกินเดิมให้มีสภาพใกล้เคียงป่า

3. สร้างมูลค่าต้นไม้ที่ปลูกทำให้เป็นทรัพย์ เพื่อออมทรัพย์และแก้ปัญหาความยากจน

            โอ๊วแจ่มเลยคับ ยากจนพอดีด้วย อยากเข้าใจป่าด้วย แล้วก็สนใจปลูกกินด้วย เลยเริ่มไปซื้อผักของร้านที่มีโครงการหลวง มาทำการลองปักชำและ สังเกตุผล ผลคือพอปลูกมั่ว ๆ หลาย ๆ อย่าง เข้า โรคก็ไม่ค่อยมา แมลงก็ไม่ค่อยมี เฮ้ยแล้วนี่จะซื้อยาฆ่าแมงป๋องใหญ่มาทำไมวะเนี่ย กะว่าจะต้องฆ่าให้ตายกันไปข้างเลยนะเนี่ย 555 เลยคิดมาตลอดว่าบางทีสิ่งที่ตามิอาจจะมองเห็นนั้นคือสมดุลของห่วงโซ่อาหารในป่าที่มีความหลากหลายและสมบูรณ์ที่สุด ถึงทำให้การปลูกต้นไม้ตอนอยู่จังหวัดอ่างทองก็ปลูกกันหลังบ้านก็ไม่เห็นจะมีโรคมีอะไรเลย เดินไปเด็ดกินได้ นึกว่าโตมาแล้วแมลงมันเยอะจนปลูกไม่ได้ แต่จริง ๆ พอขี้เกียจเห็นเขามีขายก็ซื้อเอาเลยไม่ดูแลตายไปหมด ไปซื้อเอาผักพ่นยากินอยู่ตั่งแต่หนุ่ม ๆ จนแก่เมียเป็นมะเร็งไปแล้วเพิ่งนึกได้ ว่าบางทีการทดลองทำเองลงมือเองอาจจะทำให้เกิดความอยากรู้อยากคิดแล้วเมื่อคิดได้ก็จะเกิดความภูมิใจ อยากส่งต่อความรู้นั้น ๆ

            มองสถานะการ์ณโรคไวรัสระบาดปัจจุบัน เห็นคนในเมืองแล้วนึกถึงโรงปลูกกางมุ้งเลยอยู่ชิด ๆ ติด ๆ กันไม่มีต้นไม้อื่น ๆ ขั้นกลาง ต้นไม้น้อยกว่าคนเยอะ คนไม่ชอบปลูกต้นไม้เพราะเป็นภาระต้องคอยดูแล ต้องกวาดใบต้องรดน้ำ ต้องโน่น ต้องนี่ เคยคิดแบบนั้นเลยไม่ปลูกซะที แต่จริง ๆ บางทีเราเลยลืมเลือนหลงเข้าไปอยู่ในโรงเรือนเชิงเดี่ยวเลี้ยงแต่คนด้วยยาปฏิชีวนะ ให้สุขภาพดีและสารเคมีเพื่อป้องกันโรคแมลง เพื่อรอไวรัสหลุดเข้าไปแล้วก็ระบาด ต้องปิดโรงเพื่อสกัดกำจัดการระบาด เมืองนี้คือโรงเรือนใหญ่ครับ ปิดโรงเรือนกำจัดโรคระบาดไม่ได้ง่าย ๆ แน่แต่ถ้าเราร่วมใจกันสร้างห่วงโซ่อาหารจำลองของป่าไว้ใกล้ ๆ ตัวเรา ไวรัสอาจจะเป็นก้อนเนื้อขี้ผุ่นขนาดพอดีคำที่นน่าสงสารที่ลอยผ่านมาให้สมดุลของห่วงโซ่อาหารจำลองที่เราสร้างขึ้นกินอย่างอร่อยก็ได้  ไม่รู้ไวรัสพืชกับคนอันไหนอร่อยกว่ากันนะครับ

ชีวิตล้วนเป็นทุกข์ เป้าหมายคือส่งต่อความรู้สู่คนอื่น เราเป็นลิง ควรอยู่ด้วยกันอย่างเป็นมิตรกับป่าและต้นไม้ ไวรัสพืช กับไวรัสคน ไม่รู้หน้าตาเหมือนกันหรือเปล่า ไม่รู้วิธีรักษาเหมือนกันหรือไม่ แต่วิธีป้องกันอาจจะเหมือนกัน ^_^

13 งานวิจัย อาวุธร้ายทำลายไวรัสที่ดีกว่าการรอสังเคราะห์แอนตี้ไวรัส

สมมุติฐานว่าไวรัสนั้นเครือโปรตีนขนาดเล็ก หรือ ก็คือ C(คาร์บอน) N(ไนโตรเจน) P(ฟอสฟอรัส) K(โปรแทสเซี่ยม) สารอาหารครบถ้วน สำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านการปลูกพีชสามารถรู้อยู่แล้วว่าพืชสามารถ รับปุ๋ยทางใบได้ดีกว่าทางรากซะอีก ดังนั้นถ้ามองว่าไวรัสคือปุ๋ยทางใบที่สังเคราะห์ขึ้นมาเองตามธรรมชาติจากเห็ดราบางชนิดที่สุ่ม dna ของของเสียที่พอหาได้จากเมืองที่มีมนุตย์อาศัยซึ่งโดยมากเป็นของเสียจากมนุตย์และสัตว์ ในและแวกนั้นนำกลับมาใช้ใหม่ บังเอิญรหัสนั้นตรงกันกับลิง หรือหนู หรืองู เพราะในเมืองมีแต่ของเสีย ของสัตว์เหล่านี้พอดีโดยบังเอิญ เลยทำให้เกิดการระบาดขึ้น ปกติป่าตามธรรมชาติจะทำหน้าที่ดูดซับละอองชีวิตขนาดเล็กนี้เข้าไปในฐานะปุ๋ยทางใบตามธรรมชาติ แต่ในขณะนี้สภาพป่าทั่วทั้งโลกนั้นไม่อาจจะดูดซับปุ๋ยทางใบเหล่านี้ได้ทัน ทำให้ มีละอองบางประเภทได้สามารถค้นพบพื้นที่ที่เหมาะสมทำให้เกิดการระบาดได้

            มีโอกาศที่แนวคิดนี้เป็นจริงได้แค่ไหนทุกท่านลองคิดถึง ขนาดของไวรัสดูนะครับ เล็กเสียจนในละอองน้ำลายนั้นอาจจะมีอยู่ มากกว่า 10 ล้านตัวต่อการไอ 1 ครั้ง เพราะว่าโอกาศในการฝังตัวของมันนั้นน้อยมาก การที่มีโอกาศรอดน้อยเป็นธรรมดาที่ระบบการสืบพันธุ์นั้นจะมีประสิทธิภาพดี ดูอย่างกระต่ายสิ สัญญลักษ์ของ ระบบสืบพันธุ์ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 555 ดังนั้นระหว่างการรอ การใช้แอนตี้ไวรัสสำหรับ โควิท 19 เรามาเตรียมรับมือกับ โควิท 24 หรือละอองไวรัสร้ายอื่นในอนาคต โดยการมีหน้าที่ที่สำคัญคือปลูกต้นไม้กันวันละต้นเรียนรู้คุณสมบัติทดลองให้ชำนาญแบ่งปันความรู้แก่เพื่อน ๆ ที่ชอบสิ่งเดียวกัน เพื่อที่จะคิดไปในทางเดียวกัน และร่วมภาคภูมิใจไปด้วยกันในฐานะผู้พิทักษ์แห่งธรรมชาติ แล้ว มาภาคภูมิใจกับเสียงขอบคุณจากธรรมชาติและต้นไม้ และสัตว์น้อยใหญ่ที่ได้รับความสุขอยู่ในป่าที่เราร่วมกันสร้างร่วมกันปกป้องร่วมกันศึกษา

            กรณีศึกษาความสามารถในการฟอกอากาศของพืช

1. ความหนาแน่นของใบ

2. ขนาดของใบ

3. ความสามารถในการขยายพันธุ์

4. ความอดทนต่อสภาพแวดล้อม

5. ความสามารถในการแย่งพื้นที่(โตเร็ว)

6. ฟื้นคืนชีพ

            เอาสั้น ๆ จากการทดลองมีพืชอยู่ 1 ชนิดที่คุณสมบัติสูงในทุก ๆ ด้าน ต้นโพธิ์ หเรานั่นแหละ คือต้นไม้ที่ชนะเลิศการโหวดของทางชมรมผู้(พยายาม) เข้าใจธรรมชาติ เพราะว่า ใบดก ใบแน่น โตเร็ว มีรากหาอาหารในอากาศ หักกิ่งปักชำได้ มีนกเป็นผู้พิทักษ์ขยายพันธุ์ให้ ตัดจนเหลือแต่ต่อสามารถพื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว ทนแล้งโตได้แทบทุกสภาพอากาศในป่าเขตร้อนชื้นเพราะมีรากดึงความชื้นในอากาศ แค่เพียงคนละต้นเท่านั้น ที่เหลือปล่อยเป็นหน้าที่นกกา รับรองครับอีก 40 ปีข้างหน้าลูกหลานเรามีโอกาศที่จะได้กลับไปวิ่งเล่นหน้าบ้านตอนสาย ๆ ได้แล้วอากาศสดชื่น ไม่แน่สภาพอากาศชั้น โอโซนอาจจะพื้นกลับมาด้วย เราจะได้ใช้ชีวิตอยู่ในช่วยที่ดีที่สุด และด้วยเทคโนโลยี่ที่ดีที่สุดในตอนนี้ เราทำได้แน่นอน เพียงแค่ร่วมเปิดใจมาเป็นส่วนหนึ่งกับเรา ชมรมผู้(พยายาม)เข้าใจธรรมชาติ ทำได้เลยเพียงแค่เสียสละเวลาว่างเพียงครึ่งนึงในการปลูกต้นไม้วันละต้นดูแลตามสมควร ปลอดสารพิษด้วยก็ดีเพราะกินเองใช้เองได้ด้วย ไม่ต้องกลัวแมลงหรอกคับ ตักแตนอร่อยผมเคยกิน ห้าห้าห้า หนอนรถด่วนก็อร่อยนะ มัน ๆ 555

ชีวิตล้วนเป็นทุกข์ เป้าหมายคือส่งต่อความรู้สู่คนอื่น เราเป็นลิง ควรอยู่ด้วยกันอย่างเป็นมิตรกับป่าและต้นไม้ การที่อยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหารมันอยู่ที่มุมมอง ถ้าเรามองว่าเป็นเรา ก็ป็นเรา ถ้า พืชมองว่าเป็นพืช มันก็จริงเพราะเรามีหน้าที่ผลิตปุ๋ยให้พืช^_^

12 บทความ วิวัฒนาการของต้นไม้

            จากสาหร่ายเซลเดียว สามารถสังเคราะห์แสงได้กลายเป็นดอกไม้ทะเล ที่มีความสามารถยึดเกาะพื้นทะเลและสามารถจับกินอนูพืชสัวต์น้อยใหญ่ที่ลอยอยู่แพลงต้อน สารอาหาร และรอบ ๆ นั้นอาจจะมีปลากาตูน นีโม่อาศัยอยู่ด้วย แต่อาจจะมีบางสิ่งที่ร่วมใช้ดอกไม้ทะเลอยู่ด้วยอาจจะเป็นชุมชนสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กกว่าเศษฝุ่นลอยอยู่ออกหากินบริเวณโดยรอบรัศมีเขตป่าแนวดอกไม้ทะเล ลองนึกถึงผูงแมลงหิวทั้งวันลอยล้อมเขตแนวปะกาสังเพื่อรอกินสาหร่ายหรือเชื้อแบคทีเรียทีลอยมาในบริเวณใกล้เคียงแน่นอน ปลาใหญ่กินปลาเล็ก สิ่งมีชีวิตที่ใหญ่กว่าก็ย่อมกินสิ่งที่เล็กกว่าสร้างห่วงโซ่อาหารขึ้นมา

            ลองจำลองเหตุการณ์ว่าพืชที่อาศัยอยู่ในพื้นในทะเลน้ำเค็มแห่งความอุดมสมบูรณ์นั้นได้วิวัตฒาการขึ้นสู่พื้นทะเลของก๊าซไนโตรเจนที่เจือจางและแห้งแล้ง เพื่อที่จะปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่จึงจำเป็นต้องมีความสามารถใหม๋คือสามารถดูดซับกลืนกินสารอาหารจากซากของทุกสิ่งอย่างที่มีเหลืออยู่ โดยใช้แขนยึดจับเดิมทำหน้าที่ดูดซับสารอาหารเพิ่มเติม

            แต่ความสามารถในการจับสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กเพื่อกินอาจจะยังคงเหลืออยู่แต่ไม่ดีเพียงพอถ้าเป็นไปได้การที่ต้นไม้จะสามารถช่วยในการลดปริมาณฝุ่นและเชื้อไวรัสในอากาศได้นี่ยังไม่รวมสัตว์และสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่มองไม่เห็นที่ใช้ต้นไม้เป็นที่อาศัยอีกมากมายรวมกันหิวร่วมกันรุ่มกินโต๊ะจีนบุ๊ปเฟร่ของไวรัสและฝุ่น pm 2.5 (นึกถึงสปอร์ของเชื้อราเลย) ที่ลอยอยู่เต็มอากาศ ณ ตอนนี้ ตอนที่ ไฟป่าควบคุมไม่ได้ ตอนนี้ ปะกาลังฟองขาวควบคุมไม่ได้ ตอนที่ควบคุมป้องกันฝุ่น pm2.5 ไม่ได้ และที่สำคัญไม่สามารถควบคุมไวรัสที่มีคุนสมบัติเหมือนกับสิ่งนึงก็คือ ฝุ่นขนาดเล็กเช่นกัน ดังนั้น และจริง ๆ แล้ว ผุ่นไวรัสพวกนี้อาจจะเป็นต้นแบบของวิวัฒนาการของต้นไม้เสียด้วยซ้ำ  

            สิ่งที่ผมพยายามอธิบายคือบางทีต้นไม้ที่ลดลงในประเทศจีนอาจจะเป็นต้นเหตุของปัญาฝุ่นไวรัสและปัญหาสภาพสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ดังนั้นเราทุกคนควรจะต้องมีหน้าที่ในการเริ่มรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นในโลกใบนี้ โดยต้องใช้แผนเชิงรุก มากกว่าการฉีดน้ำขึ้นอากาศเพียงอย่างเดียว เพียงแค่เริ่มกัน เอาต้นไม้ไปวางตามจุดที่มีการฉ๊ดน้ำลดผุ่น เริ่มหัดเพาะพันธุ์พีช เริ่มหัดดูแลรักษาสภาพแวดล้อมพืชที่เราปลูก เรียนรู้ เริ่มต้นไปด้วยกัน เพื่อทวงคืนสิทธิในการ หายใจอากาศที่บริสุทธิ์ ของลูก หลานเรา

ชีวิตล้วนเป็นทุกข์ เป้าหมายคือส่งต่อความรู้สู่คนอื่น เราเป็นลิง ควรอยู่ด้วยกันอย่างเป็นมิตรกับป่าและต้นไม้ เครื่องฟอกอากาศที่ดีที่สุดอาจจะไม่ต้องใช้พลังงานไฟฟ้า ไม่ต้องเสียเงินซื้อมา อาจจะใช้เพียงแค่พลังงานแสงอาทิตย์ และ เวลาว่างของเราดูแลและเริ่มลงมือทำแค่นั้นเองอย่าไป Pray for the earth เพียงอย่างเดียวเลย Please start grows not only p r a y . . . . .  มาร่วมอธิฐานและร่วมเป็นส่วนหนึ่งของผู้กอบกู้และมารับความภูมิใจไปด้วยกัน^_^

11 บทความ สันนิฐานสิ่งมีชีวิตอาจจะมาจากนอกโลก

            โครโมโทรม คือหัวใจ ของทุกชีวิต โครงสร้างโปรตีนซับซ้อนขนาดที่ว่านั้นมีอยู่ในตัวเราทุกคนต่างกันคนละหน่อย ๆ ๆ มีผู้ใดรู้ถึงสิ่งเริ่มต้นของทั้งหมดนั้นหรือไม่ลองคิดเล่น ๆ  ดูละกัน

            ผลการทดลองบางส่วน ชีวิตชนิดแรกอาจจะเป็นสปอร์พืชอวกาศสังเคราะห์แสงไม่สามารถใช้ชิวิตในโลกอาศัยอยู่บนชั้นอวกาศเนื่องจากมีขนาดเล็กและเบากว่าก๊าซเลยอยู่แถบขอบ ๆ อวกาศกับโลกและได้ใช้ H C O3 กับแสงให้กลายพันธ์เป็นเศษฝุ่นโปรตีนอาศัยในอากาศได้ เรียกว่าไวรัสเพื่อทำการสุ่มการสร้าง dna ที่มีความหลากหลายเพื่อปรับตัวให้อยู่รอด หรือวิวัฒนาการไปเรื่อย ๆ  ไวรัสนั้นอาจจะเป็นสิ่งที่ธรรมชาติสร้างมาเพื่อใช้ปรับปรุงสิ่งมีชีวิตเดิมให้เกิดข้อผิดพลาดเพื่อให้เกิดวิวัฒนาการ และเริ่มพัฒนากันไปหลากหลายจนกระทั้ง สามารถลงไปถึงก้นมหาสมุทร์แห่งอากาศชึ่งก็คือพื้นผิวของมหาสมุทรแห่งน้ำ  เมื่อสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กสัมพัสกับ h2o และเจอ carbon จึงทำการพัฒนา สาหรายเซลเดียว และโตอย่างรวดเร็วเพราะมีความหนาแน่นของทรัพยากรมาก และอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของวิวัฒนาการในสารคดี cosmos เรามองหาสายพันธุ์ต้นกำเนิดที่ทะเลมาตลอด เพราะเราเข้าใจว่าเราขึ้นมาจากทะเล ต้นกำเนิดเราอาจจะอยู่ที่ในทะเล หรือเพราะเราไม่สนใจวิจัยฝุ่นผงมากมายในทะเลและอากาศ ไม่แน่ เศษผุ่นที่อยู่ในอากาศนี้อาจจะเป็นต้นแบบของสาหร่ายในทะเลก็เป็นได้ สิ่งมีชิวิตเล็ก ๆ บนอากาศนี้อาจจะพัฒนามาก่อนสิ่งมีชีวิตในทะเลก็ได้ บางประเภทอาจจะอาศัยอยู่ในร่างกายเราเป็นปรสิตที่เป็นมิตร ทั้งในระบบทางเดินอาหารและระบบทางเดินหายใจหรือผิวหนังชั้นนอก และยานอวกาศที่พาเราข้ามจักรวาลมาอาจจะเป็นผู้ปกป้องเราจาก แสง uv อยู่บนขอบอวกาศทำหน้าที่สังเคราห์แสงอยู่ที่ชั้นโอโซน และอาจจะยังจอดอยู่ที่เดิมรอให้เราสังเกตุอยู่ก็ได้ ไม่รู้ว่ายังเหลืออยู่หรือเปล่า(ถ้าบังเอิญเก็บ dna มาวิเคราะห์ได้นะอาจจะเข้าใจ)  เนื่องจากผลกระทบจากยาฆ่าเชื้อ ฆ่าแมลง น้ำยาแอร์(ลงทุนไปเรียนซ่อมแอร์เลยทีเดียว555) โฟม บ้าบอคอแตก ที่เราพลิตขึ้นมาเพราะความขี้เกียจ เพราะความรักสะดวกสบาย อาจจะไปทำลายสมดุลย์บนชั้นบรรยากาศจนสภาพอากาศบนนั้นย่ำแย่  แต่ยังดีที่มีกลุ่มคนที่มองเห็นความสำคัญอนุรักษ์ได้นำเสนอเรื่องนี้ไปจนได้รับการอนุรักษ์อย่างเป็นรูปเป็นร่าง   รายละเอียดเพิ่มเติม www.tre-ant.com (เว็บยังไม่เสร็จเลยครับ)ชมรมผู้(พยายาม)เข้าใจธรรมชาติ หรือชมรมวิจัยฝุ่น อยากลองขึ้นไปศึกษาบนชั้นบรรยากาศจังหว่ะแต่เสือกกลัวความสูง 555 ที่สำคัญไม่มีตัง

https://th.wikipedia.org/wiki/หมีน้ำ อ่านคุณสมบัติของพี่หมีน้ำ ได้ครับผมว่าไม่แน่ในปอดผมอาจจะมีพี่หมีรอดักกินเชื้อโรคให้อยู่สัก 200 ตัวนะครับ ^_^ ระหว่างนี้อย่าเมาแอลกอฮอล์ทำลายบ้านช่องนะครับพี่ ปอดผมยิ่งไม่ค่อยดีอยู่ด้วยสูบบุหรี่เยอะเมื่อก่อน

ชีวิตล้วนเป็นทุกข์ เป้าหมายคือส่งต่อความรู้สู่คนอื่น เราเป็นลิง ควรอยู่ด้วยกันอย่างเป็นมิตรกับป่าและต้นไม้ สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กรอบตัวเราอาจจะเป็นราชาที่แท้จริงของโลกใบนี้ ท่านหมีน้ำจงเจริญ^_^

10 โครงร่างงานวิจัย พลังแห่งความทุกข์ (สุข-เศร้า, หวังดี-ประสงค์ร้าย, มิตรภาพ-ศัตรู, ความรัก, ความรู้, ความหวัง)ยาววะแทนด้วย(s)แล้วกัน หรือ ทฤษฏี โกโก้ครั้ชน์ (อินดี้ชอบกินม่าม้าไม่ชอบซื้อ)

            ดังคำว่าทุกสิ่งล้วนอนิจังความหมายคงมีดังว่า ทุกสิ่งล้วนไม่มีค่าไม่มีความหมาย ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนมาจากความว่างปล่าว ที่เต็มไปด้วยพลังงานแห่งความทุกข์ ทรมานอัดแน่นจนเต้มพื้นที่แล้วควบแน่นกันกลายเป็นอนูความเครียดแค้นความทรมาณความเหงาทั้งหมดทั้งปวงนั้นแต่พลังทั้งหมดเหล่านั้นอาจจะไม่ใช่มีแต่ด้านมืดทั้งหมดไม่ แต่ยังมีพลังแห่งความรัก พลังแห่งความศัทธา พลังแห่งมิตรภาพ พลังแห่งจินตนาการ พลังแห่งความรู้ พลังแห่งความพากเพียร พลังแห่งการเสียสละ  เปรียบเป็นอนู หลัก ๆ 3 อย่าง คือ โปรตอน (ความเกลียดชัง ความชั่วร้าย คอรับชั่นคดโกง อำมหิด แอนนิม่อน 555 ความคิดลบต่าง ๆ ละครไทย จริง ๆ อาจจะมีย่อยกว่านี้ไว้ก่อน ^_^) นิวตรอน(ความรัก มิตรภาพ ความศัธทา ความรู้ และการเสียสละ ขิกขุอาโนเนะอย่าลืมอะนิเมะ และความภาคภูมิใจแห่งฮอลีวู๊ด ความคิดบวกต่าง ๆ ) อิเลคตรอน (ความกลัว ความหวัง สติปัญญา หนังเกมอ๊อฟโทรนนี่มันแจ่มจริง ๆ ) อนูทั้งสามนี้เริ่ม รู้รักสามัคคีกันจับตัวกันเป็นอะตอม โดยมีความชั่วกับความดีสมดุลกันอยู่ตรงกลาง ในชั่วมีดีในดีมีชั่ว อนูเหล่านี้เริ่มดึงดูดกันเองมากขึ้นเรื่อย ๆ จนการเป็นวัตถุขนาดใหญ่(หลุมดำ)ขึ้นแน่นขึ้น จนไม่สามารถคงสภาพได้เกิดการระเบิดตู๊ม กลายเป็นโกโก้ครั้ช 555 หรือว่าบิ๊กแบงนั่นเองคงประมาณ event horizon(อันนี้เกิดจากการกระทบกระทั่งกันภายหลังอีกเพื่อสร้างธาตุต่าง ๆ ) หมุนออก ไปทุกทิษทุกทางเหมือนกับไวรัส ประมาณนั้นอะ ดั้งนั้น ทุก อะตอมล้วน เกิดจากโปรตอนนิวตรอนอิเลคตรอน ดังนั้น จึงมิอาจแยกดีชั่วอันใดออกจากกันได้ เช่นเดียวกันกับ คน สัตว์ พืช ที่ล้วนเกิดมาจากทุกข์มากมายมหาศาลหลายล้านล้านกิโลจูนส์ ถ้านึกถึงดวงอาทิตย์ที่สาดแสงออกไปรอบ ๆ ทิศทางของแสงแห่งความทุกข์นั้นเกิดจากโมเลกุลของไฮโดรเจนซึ่งเป็นอะตอมที่มีมวลน้อยที่สุดเท่านั้นเอง ยังแรงขนาดนี้ และยังมีดวงใหญ่กว่านี้หลาย ๆ ๆ ๆ เท่า ดูกับลูกชายมาโอ๊วม่ายกร๊อด พืช รับพลังงานทุกข์(s)มาแปลงเป็นน้ำตาลให้เรากิน รวมทั้ง thc cbd a b c d e (f g h i j เดียวจะค้นคว้าวิจัย ไม่งั้น ก็ เอา thc นี่ อะ f , cbd เอา g ไปแดก, alcohol h ไปแล้วกัน เมาแล้วชอบหื่น 555, ) k ไป ยัง z เลยถ้ายังไม่หมดเด๋ว ก-ฮ อีก  ถ้าเราค้นพบแน่สามัคคีกันเถอะ

 ดังนั้นเพื่อน ๆ ครับเราจะตัดสินอะไรดีหรือไม่ดีไม่ได้เพราะเราเองรู้ดีว่าเราเองก็ไม่ใช่คนดีพร้อม แม้แต่ บางคนชั่วยังเคยเป็นคนดี บางคนดียังเคยชั่ว ปนเปกันกันตามอารมและความสมดุลของทุกสิ่งรอบกาย  ต่างกันเพียงคิดได้หรือคิดไม่ได้เท่านั้นเอง  ดังนั้นเออขี้เกียจ พิมพ์แล้วว่ะ เอาเป็นว่า สงกะสัยอะไรลองเมลมาปรึกษาได้ครับ tot_tom@hotmail.com  ทำบทความมาหลายฉบับพิพม์เหนื่อยทำไมไม่พิมพ์ส่งมาให้วะส่งไปรษีย์มาไมวะ มีใครอยากสนใจอ่านเชิญเลยครับเอาอันที่คนบางคนอาจจะพอเข้าใจได้ออกมานำเสนอหวังความคงมีคนชอบนะครับ555 อย่างเพ้อ

            ยังมีงานวิจัยอีกมากมายที่ผมพร้อมจะแบ่งปันน่าสนใจกว่าทริษดี พิมพ์ยากชิบหาย โกโก้ครั้นซ์ นี้อีกเพียบ เพียงแค่มาร่วมกับเราสิบครับ http://www.tre-ant.com (เว็ปยังไม่เสร็จรีบทำอยู่เหนื่อยชิบหายสั่ง ๆ ๆ รีบ ๆ ๆ อยู่นั่นแหละกุไม่ได้นอนมาหลายวันแล้วเนี่ยทำงานให้พวกมิงเนี่ย ขอบ่นหน่อย 555) ชมรมผู้(พยายาม)เข้าใจธรรมชาติ ผมมีภาระกิจเควสดี ๆ มารอวัดความสามารถผู้สนใจอีกมากมาย ผมยินดีบริจาคงานวิจัยครึ่งหนึ่งของทั้งหมดที่มีให้พวกคุณที่สนใจไปช่วยกันทำต่อ ทำไม่ทันงานเยอะ ลูกค้ามาร้านถ่ายรูปเยอะ ถ่ายรูปเก่ง 555 ตอนนี้ไม่ค่อยมีเลยว่าง ๆ

            จงอย่างลืมแกนของพลังงานทุก(s)อย่างล้วนคือพลังสามัคคีปรองดอง มีความกลัว และปัญญา คอยปกป้อง มาช่วยร่วมมือกันค้นหาวิธีใช้งานแสงแห่งความรู้กันได้นะครับ  พลังงานนี้จะคงอยู่ตราบเท่านาน ปัญหาเรื่องความสมดุลพลังแก้ไขได้ถ้าเข้าใจสมดุลรอบตัวเราก่อนครับ

            สาธุ ขอกราบน้อมน้อม

พระอาจารย์สมปอง พระอาจารย์พยอม ที่ให้คิดวิธีไม่ฆ่าไวรัสสาธุ 555  กระผมอยากขอกราบท่านอาจารย์สักครั้งถ้าเป็นไปได้หลังวิกฤตินี้

ท่านแม่ ท่านพ่อ ท่านหลวงน้องที่รักเครารพ ขอไปกอดแทนแล้วกันนะ 555

ขอกราบของคุณ ท่านอาจารย์หมอด้วง ท่านอาจารย์เดชา ท่าอาจารย์หมอธีรวัฒน์ น้อง ๆ เพื่อน ๆ ชมรมทุกคนนะ ขอบคุณสำหรับแสงแห่งปัญญาที่ทุกท่านสละมา

                                                                                    วิทยา กวยาสกุล

   ผช.ตค(ย่อมาจากผู้ช่วยตีความนะ)กลุ่มนักธรรมชาติวิทยา

                                                                                         IT-Officer (Tre-ant.com)

ชีวิตล้วนเป็นทุกข์ เป้าหมาย คือ ส่งต่อความรู้สู่คนอื่น เราเป็นลิง ควรอยู่ด้วยกันอย่างเป็นมิตรกับป่าและต้นไม้ ความสามัคคีสามารถช่วยให้เราผ่านทุกข์(s)สิ่ง^_^’